
บ้านดิน หลังนี้ตั้งอยู่ที่ ต.หนองสาหร่าย อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา โครงสร้างผนัง เป็น ดินทั้งหมด ผนังด้านล่าง หนา 16 นิ้ว ผนังด้านบนหนา 8 นิ้ว ( ไม่มีเสา) หลังคาเป็นไม้แป้นปีกจากประเทศลาว
หมายเหตุ ราาคาเป็นการประมาณการ อาจ สูงหรือต่ำกว่าได้ขึ้นอยู่กับรายละเอียด อื่นๆ







ปลาสวายประเภทเลี้ยงชนิดเดียวนั้น ปัจจุบันมีการเลี้ยงอยู่ 2 วิธีคือเลี้ยงในบ่อดินและเลี้ยง ในกระชัง

หมูหลุมตามโครงการแก้ไขปัญหาความยากจน
การเลี้ยงสุกรแนวทางเกษตรธรรมชาติ (หมูหลุม)

ความเป็นมา
เมื่อวันที่ 22 – 23 มีนาคม 2548 คณะครูศูนย์บริการการศึกษานอกโรงเรียนอำเภอสูงเม่นได้เข้าร่วมอบรมโครงการถ่ายเทคโนโลยี การผลิตหมูหลุม เพื่อสร้างรายได้ และแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อม รุ่นที่ 7 ณ มหาวิทยาลัยแม่โจ้ – แพร่ เฉลิมพระเกียรติ ร่วมกับองค์การบริหารส่วนจังหวัดแพร่
การเลี้ยงสุกรแบบเกษตรธรรมชาติของเกาหลี (หมูหลุม) นอกจากจะให้กำไรงามแก่ผู้เลี้ยงแล้ว ยังสามารถลดต้นทุนอาหารได้ ถึง 70 % ทำให้ภาระการเลี้ยงหมูของเกษตรกรเบาแรงลง เนื่องจากเกษตรกร ไม่ต้องกวาดพื้นคอก กำจัดขี้หมู ไม่มีกลิ่นเหม็นของขี้หมูรบกวน พื้นคอก ไม่เฉอะแฉะ และไม่มีแมลงวันตอม
แนวคิดที่เลี้ยงสุกรแบบเกษตรธรรมชาติ (หมูหลุม)
1. ต้องการศึกษา เรียนรู้ วิธีการ เลี้ยงสุกรแบบธรรมชาติ และแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมเรียนรู้การแก้ไขปัญหาที่เผชิญได้ด้วยตัวเอง
2. เป็นแนวทางการส่งเสริมอาชีพให้กับประชาชน ตามภารกิจงานการศึกษานอกโรงเรียน
3. เป็นอาชีพเสริมให้กับครอบครัว มีส่วนร่วมในกระบวนการคิด บริการจัดการสร้างความสัมพันธ์กับครอบครัวอยากให้ชาวบ้าน และแนวทางการเลี้ยงในการแก้ปัญหาเรื่องกลิ่นเหม็น
โรงเรือน

สุกร 10 ตัว จะใช้พื้นที่ในการเลี้ยงขนาดความกว้าง 3 เมตร x ความยาว 6 เมตร หลังคายกสูงให้อากาศถ่ายเทได้สะดวก
ลักษณะของโรงเรือน
1. ตั้งอยู่บนที่สูง ที่ดอน
2. สร้างโรงเรือนตามแนวทิศทางของตะวันออก – ตะวันตก
3. วัสดุมุงหลังคาควรเป็นกระเบื้อง หรือ คา
4. หลังคาสูง – เอน เช่น
- เพิงหมาแหงน
- เพิงหมาเหงนกลาย
- แบบจั่ว
- จั่ว 2 ชั้น
- จั่ว 2 ชั้นกลาย
พื้นคอก
การเตรียมคอก
ขุดดินออกไปทั้งหมด ให้ลึกประมาณ 90 เซนติเมตร ปรับขอบรอบๆ แล้วผสมวัสดุเหล่านี้ ใส่แทนดินที่ขุดออกไป วัสดุที่ใช้ได้แก่
- ขี้เลื่อย หรือ แกลบหยาบ 100 ส่วน
- ดินที่ขุดออก 10 ส่วน
- เกลือ 0.3 – 0.5 ส่วน
นำวัสดุเหล่านี้ คลุกเคล้าผสมกัน ลงไป 30 เซนติเมตร ใช้จุลินทรีย์ที่ได้จากการหมักพืช จุลินทรีย์เชื้อราขาวจากป่าไผ่ อัตราส่วน 2 ช้อนโต๊ะ ต่อน้ำ 10 ลิตร ราดลงบนวัสดุรองพื้น โรยดินชีวภาพเชื้อราขาวบางๆ ชั้นที่ 2 และ 3 ทำเหมือนชั้นแรก ชั้นสุดท้ายโรยแกลบดิบ ปิดหน้า หนึ่งฝามือ
การเตรียมหลุม และพื้นคอกหมูหลุม
อาหารและการให้อาหาร
- ถังน้ำ และรางอาหาร ควรตั้งไว้คนละด้าน เพื่อหมูจะเดินไปมาเป็นการออกกำลังกาย
การเริ่มต้นเลี้ยงสุกร เมื่อหย่านม จะเป็นการดีที่ฝึกวิธีการเลี้ยงแบบธรรมชาติ การให้อาหารให้เพียงวันละ 1 ครั้ง (ปรับตามความเหมาะสม)
อาหารที่ให้
ใช้พืชผักสีเขียว เป็นอาหารเสริม อาหารหมัก ใช้ผักสีเขียว หยวกกล้วย มะละกอดิบ ใบบอน วัชพืชต่างๆ ที่หมูชอบ สับผักเป็นชิ้นเล็กๆ คลุกน้ำตาลทรายแดง โดยหมักในอัตราส่วน 100 : 4 : 1 คือ ใช้พืช 100กิโลกรม : น้ำตาล 4 กิโลกรม : เกลือ 1 กิโลกรัม นำไปเลี้ยงสุกรโดยผสมปลายข้าว รำอ่อน ก็จะช่วยลดต้นทุนในการเลี้ยง
ขั้นตอนการเตรียม อาหาร และน้ำดื่ม สำหรับสุกร
1. น้ำดื่มสำหรับหมูหลุม
สำหรับ น้ำ 1 ถัง ( 20 ลิตร) ส่วนผสมน้ำดื่มให้สุกร
1. หัวเชื้อจุลินทรีย์ผัก หรือผลไม้ 2 ช้อนโต๊ะ
2. น้ำฮอร์โมน สมุนไพร 2 ช้อนโต๊ะ (เหล้าดองยา)
3. นมเปรี้ยว 2 ช้อนโต๊ะ
4. น้ำหมักแคลเซียม 2 ช้อนโต๊ะ
5. น้ำสะอาด 20 ลิตร
ผสมให้ดื่มเป็นประจำทุกวัน หากพื้นคอกสุกรแน่น หรือแข็ง ก็ใช้น้ำดังกล่าวราดบนพื้นคอก
จะทำให้เกิดกลิ่นหอม จูงใจให้สุกรขุดคุ้ยเป็นการกลับหน้าดิน ช่วยให้พื้นคอกร่วนโปร่ง มีอากาศถ่ายเท เกิดจุลินทรีย์มากมาย
2. การทำอาหารหมัก
วัสดุอุปกรณ์
1. ผักใบเขียวต่างๆ หยวกกล้วย ใบบอน พืชใบเขียว
2. ถุงพลาสติก
3. น้ำตาลทรายแดง
4. เกลือป่น หรือเกลือเม็ด
5. กระดาษสีขาว
6. เชือกฟาง
วิธีนำอาหารหมักไปใช้
ใช้อาหารหมัก 7 ส่วน ต่อ อาหารเม็ด 1 ส่วน ต่อรำ 2 ส่วน หรือ 7 : 1 : 2 ถ้าคิดเป็น 100 % (อาหารหมัก 70 % : อาหารเม็ด 15 % : รำ 15 % ) สามารถปรับได้ตามความต้องการของผู้เลี้ยง
การทำอาหารหมักจากพืช
อาหารหมักจากพืชที่ผสมเรียบร้อยแล้ว
3. การทำน้ำหมักผลไม้
วัสดุอุปกรณ์
1. ผลไม้สุก / ดิบ
2. น้ำตาลทรายแดง
3. ขวดโหล / ถัง / โอ่ง (สำหรับหมัก)
4. เชือกฟาง
5. กระดาษขาว

น้ำหมักผลไม้ และยาดองสำหรับเลี้ยงสุกร
วิธีทำ
1. เตรียมผลไม้ ควรเป็นผลไม้ที่สุกจัด หรือร่วงตกใต้ต้น เช่น มะม่วง องุ่น มะละกอ สับปะรด มะเฟือง กล้วย ฯลฯ ถ้ามีผลไม้ไม่พอก็สามารถเติมพืช อื่นเป็นส่วนประกอบได้ เช่น รากผักขม มันแกว มันเทศ แครอท มันสำปะหลัง พืชตระกูลแตง หัวผักกาด เป็นต้น หากผักหรือผลไม้ที่ใช้หมัก มีมากพอก็สามารถทำเป็น ชนิดเดียวกัน
2. ใช้ผลไม้หมัก 1 กิโลกรัม ต่อน้ำตาลทรายแดง 1 กิโลกรัม (ในฤดูร้อน) ส่วนในฤดูหนาวเพิ่มน้ำตาล ทรายแดง ½ กิโลกรัม (น้ำตาลทรายแดง 1 กิโลกรัม แบ่งเป็น 2 ส่วน ส่วนแรกผสมในผลไม้ และส่วนที่ 2 ใช้โรยหน้า)
3. ล้างภาชนะที่จะใช้หมัก และตากแดงให้แห้ง
4. ชั้นที่อยู่ก้นภาชนะให้วางเรียงวัตถุดิบเป็นชั้นๆ โรยน้ำตาลทรายแดงปิดทับเป็นชั้นๆ โรยน้ำตาลทราบแดงทับจนหมด (ให้เหลือที่ว่างห่างจากปากภาชนะ 1/3 ของความสูงของภาชนะ) จากนั้น ใช้น้ำตาลส่วนที่เหลือปิดทับด้านหน้าให้หนา เพื่อป้องกันอากาศ ควรใส่ผลไม้ที่มีความความหวานไว้ด้านล่าง โดยเรียงลำดับตามความหวาน ผลไม้ที่ให้ความหวานน้อยที่สุดให้ใส่ชั้นบนสุด ผลไม้ที่เป็นชิ้นเล็กๆ เช่นองุ่น ให้ใช้มือที่สะอาดบีบให้แตกขณะนำไปหมักในโอ่ง หรือภาชนะหมัก
6. คลุมปากภาชนะด้วยกระดาษขาว และมัดปากภาชนะด้วยเชือก
7. ในฤดูร้อน กระบวนการหมักใช้เวลา 4 – 5 วัน ส่วนในฤดูฝนกระบวนการหมักใช้เวลา 7 – 10 วัน ส่วนในฤดูหนาว จะใช้เวลาในการหมัก 10-15 วัน
8. เก็บภาชนะหมักไว้ในที่ร่ม และมีอากาศเย็น ไม่ให้ถูกแสงแดด ไม่ควรปิดภาชนะในระหว่าง
กระบวนการหมัก กำลังดำเนินการอยู่
วิธีการนำไปใช้
- ใช้น้ำหมักในอัตราส่วน 2 ช้อนโต๊ะ ต่อน้ำ 10 ลิตร
- ใช้พ่นกับพืชเมื่อเข้าสู่ระยะเปลี่ยนวัย ( เข้าสู่การออกดอกออกผล)
- รดพื้นคอก ผสมให้หมูกิน รดผัก
4. การทำน้ำแคลเซียม
วัสดุอุปกรณ์
1. กระดูก เปลือกไข่
2. น้ำซาวข้าว , น้ำมะพร้าว
3. ถังพลาสติก
4. เครื่องผลิตออกซิเจนใส่ตู้ปลา
5. น้ำตาลทราย
วิธีทำ
1. รวบรวมเปลือกไข่ นำไปตากแดดให้แห้ง แล้วนำมาบดให้ละเอียด
2. เปลือกไข่ 1 กิโลกรัม ต่อน้ำซาวข้าว 20 ลิตร
3. นำเปลือกไข่ที่บดละเอียดใส่ภาชนะ เติมน้ำซาวข้าว และน้ำ ทิ้งช่องอากาศอยู่ประมาณ
30 % เปิดฟองอากาศทิ้งไว้ ประมาณ 20 วัน จะเกิดฟองปฏิกิริยาขึ้นอย่างต่อเนื่อง
4. เมื่อใส่ออกซิเจนครบ 20 วันแล้ว ให้เติมน้ำตาล 1 กิโลกรัม ลงไป
วิธีนำไปใช้
- ใช้น้ำหมักแคลเซียมในอัตรา 2 ช้อน ต่อน้ำ 10 ลิตร
- ฉีดพ่น พืช ผัก
- ใช้ผสมในน้ำให้หมูกิน
- ใช้ผสมกับน้ำทะเล ในการรดผลไม้ในระยะออกผล เพิ่มความหวานให้กับผลไม้
5. การทำนมเปรี้ยว (โยเกิร์ต)
วัสดุอุปกรณ์
1. น้ำซาวข้าว
2. รำละเอียด
3. ถัง
4. ขวดโหล
5. นมสดพลาสเจอร์ไรด์ (นมจืด)
6. สายยาง
7. กระดาวข้าว
8. เชือกฟาง
วิธีทำ
1. นำน้ำซาวข้าวใส่ภาชนะที่มีความสูง 15 เซนติเมตร โดยให้เหลือพื้นที่ในภาชนะ 1/3 ส่วน สำหรับอากาศ นำกระดาษขาวปิด ผูกเชือก ใช้เวลาในการหมัก 5 – 7 วัน เก็บไว้ในที่มีอุณหภูมิประมาณ 20 – 25 องศาเซลเซียส แบคทีเรียจะเพิ่มปริมาณอย่างรวดเร็ว และมีกลิ่นเปรี้ยวออกมา
2. นำรำละเอียดโรยปิดหน้าน้ำซาวข้าวหมักทิ้งไว้ 2 วัน หลังจากนั้นใช้สายยางทำการลักน้ำออกมาใส่ภาชนะที่เตรียมไว้โดยไม่ให้มีตะกอนติดออกมาพร้อมกับน้ำที่ลักออกมา โดยใช้น้ำที่ได้ 1 ส่วน ต่อนมสดพาสเจอไรด์ ลงไป 10 ส่วน เติมน้ำตาลทรายแดงลงไป ½ กิโลกรัม ของวัตถุดิบทั้งหมด ใช้กระดาษปิด ผูกเชือกทิ้งไว้ 5 – 7 วันจึงนำไปใช้
วิธีการนำไปใช้
- ใช้นมเปรี้ยวในอัตรา 2 ช้อนโต๊ะ ต่อน้ำ 10 ลิตร
- ผสมให้หมูกิน
- รดพื้นคอก
6. การทำหมากฝรั่ง หมู
วัสดุอุปกรณ์
1. ไม้เนื้ออ่อน (ไม้กระถิน ฉำฉา ไมยาราบ)
2. ถังพลาสติก
3. กระสอบฟาง
4. เชือกฟาง
5. หัวเชื้อฮอร์โมนสมุนไพร
6. น้ำตาลทรายแดง
วิธีทำ
1. เตรียมไม้เนื้ออ่อน มาตัดเป็นท่อนๆ ยาวประมาณ 1 คืบ
2. เตรียมน้ำ 10 ลิตร ต่อ เหล้าสมุนไพร 2 –3 ช้อนโต๊ะ ต่อ น้ำตาลทราย
แดง ครึ่งกิโลกรัม ผสมให้เข้ากันแล้วนำไม้เนื้ออ่อนที่เตรียมไว้ลงมาแช่ ใช้กระสอบฟางปิดปากภาชนะไว้ แล้วใช้วัสดุที่หนักทับเพื่อให้ไม้จมน้ำตลอดเวลา
3. กระบวนการหมักใช้เวลา 10 – 15 วัน จึงใช้งานได้
วิธีการนำไปใช้
- โยนให้หมูกิน (นำท่อนไม้กลับมาใช้ใหม่ได้ 2 – 3 ครั้ง)
หมายเหตุ ยาดองเป็นชุด ตัวยารวมกัน 3 ตัวขึ้นจะดี
7. การทำเชื้อราขาวจากใบไผ่
วัสดุอุปกรณ์
1. กล่องไม้สี่เหลี่ยม สูง 10 เซนติเมตร กว้าง 30 เซนติเมตร ยาว 30 เซนติเมตร
2. ข้าวสุก 1 ลิตร
3. พลาสติก
4. ทัพพีตักข้าว
5. กระดาวขาว
6. เชือกฟาง
7. ตะแกรง
8. น้ำตาลทรายแดง
9. ขวดโหล
การเตรียมข้าวสวยเพื่อต่อเชื้อราขาว
เชื้อราขาวที่ได้การต่อจากใบไผ่
วิธีทำ
1. หุงขาวให้สุก ทำให้เย็น แล้วนำข้าวใส่ในกระบะ เกลี่ยให้ทั่วกระบะ
2. นำกระดาษขาวมาคลุมกระบะ แล้วมัดด้วยเชือกฟางให้แน่น
3. ขุดหลุม บริเวณใกล้ต้นไผ่ พอกับขนาดกระบะใส่ลงไปได้ นำพลาสติกคลุมลงไปตาม
ด้วยตะแกรง วางทับข้างบน แล้วจึงนำใบไผ่ปกคลุม ให้ทั่วกระบะไม้ รดน้ำให้รอบๆ
4. กระบวนการหมัก 4 – 5 วัน ในฤดูร้อน , ฤดูฝน 6 – 7 วัน จะได้จุลินทรีย์ราขาว
คลุมเต็มผิวหน้า
5. นำเชื้อราขาวที่ได้ มาผสมน้ำตาลทราบ แล้วปิดผาหมักไว้ 7 วัน
การนำไปใช้
- อัตรา 2 ช้อน / น้ำ 10 ลิตร
- รดพื้นคอก
- รดปุ๋ยหมัก
ประโยชน์จากการเลี้ยงสุกร แบบเกษตรธรรมชาติ (หมูหลุม)
1. ได้รับความรู้
2. มีรายได้เพิ่มขึ้น
3. นำปุ๋ยไปใช้ในการเกษตร
4. เผยแพร่ให้กับประชาชนสนใจ
5. เป็นตัวอย่างในการเลี้ยงหมูในเขตเทศบาล
6. เป็นแหล่งเรียนรู้ของชุมชน
หลักในการเลือกภาชนะ และวัสดุในการหมัก
1. ภาชนะบรรจุควรเป็นโอ่ง หรือ ไห ปากแคบ
2. สามารถถ่ายเทอากาศได้ดี
3. ขนาดไม่ใหญ่เกินไป
หมายเหตุ ควรเก็บไว้ในที่ร่ม ใช้น้ำตาลทราย ทำการหมัก จากผลไม้ที่ฉ่ำ ต้องใช้น้ำตาล
1 / 2 ของ น้ำหมักผลไม้
รายรับ – รายจ่าย การเลี้ยงหมูหลุม
(เริ่มเลี้ยงหมู ระหว่างวันที่ 5 พฤษภาคม 2548 – 20 กันยายน 2548)
ต้นทุนการเลี้ยงหมูหลุม
1. ลูกหมู 10 ตัว 11,500 บาท
2. อาหารสำเร็จรูป 12 ถุง 3,700 บาท
3. รำ 40 ถังๆละ 20 บาท 800 บาท
4. น้ำตาลทรายแดง 60 กิโลๆ ละ 14 บาท 840 บาท
5. เกลือ (3 ถุง 50 บาท) 6 ถุง 100 บาท
6. เหล้าขาว 6 ถุงๆละ 20 บาท 120 บาท
7. ยาดอง 2 ถุงๆละ 20 บาท 40 บาท
8. ค่าวัสดุ + อุปกรณ์ 965 บาท
ต้นทุน รวมทั้งสิ้น 18,065 บาท
รายรับ-จากการขายหมู
หมู 10 ตัว ตัวละ 66 กิโลกรัม ๆละ 43 บาท 28,380 บาท
หัก ต้นทุน 18,065 บาท
กำไรจาการขายหมู 10,315 บาท
บวก รายได้จากการขายปุ๋ย 50 กระสอบๆละ 20 บาท 1,000 บาท
รวม กำไรทั้งสิ้น 11,315 บาท
หมายเหตุ การเลี้ยงหมู ในครั้งนี้ ต้องเรียนรู้ วิธีการเลี้ยงหมู และอยากให้ชาวบ้านเห็นช่องทางอาชีพ โดยให้ชาวบ้านใกล้เคียงนำปุ๋ยไปใช้ ในการเกษตร ปลูกผัก และทำนา
ปัญหา
1. อาหารสำเร็จรูปแพง
2. การทำจุลินทรีย์บางอย่างไม่ค่อยได้ผล
3. อาหารหมักไม่เพียงพอ
4. อาหารหมักมีกลิ่นบูด
แนวทางแก้ไข
1. ใช้ส่วนผสมจากทางการเกษตรมาใช้ในการผสมอาหาร
2. ทดลองจนได้ผล และยึดหลักวิธีการที่ถูกต้องใช้ทำต่อไป
3. ใช้ผักสดผสมในการให้อาหาร
4. เติมน้ำตาล เพิ่มเพื่ออาหรหมักมีกลิ่นหอมและดี
ขอเสนอแนะ
1. ควรจัดให้มีจุดรับซื้อ และจำหน่าย สุกรแบบธรรมชาติ (หมูหลุม) ที่แน่นอน
2. ควรมีการตรวจสอบคุณภาพการเลี้ยงสุกรแบบธรรมชาติอย่างต่อเนื่อง
ก่อนเริ่มการเลี้ยงหมู ควรศึกษาหาความรู้เพิ่มเติม เรื่องต่อไปนี้
1. พันธุ์สุกร
2. ตลาด (ราคาซื้อ – ขาย)
3. วัตถุดิบทางการเกษตร
4. ศึกษาหาความรู้ตลอดเวลา
5. ช่างสังเกต จดบันทึก
สรุป
1. อย่าเน้นของถูก ห้ามซื้อ ตามขายเร่
2. ค่อยๆเลี้ยง อย่าใจร้อน
3. การบริหารจัดการดี
ข้อดีของการเลี้ยงหมูหลุม
1. ขี้หมูไม่เหม็น
2. ประหยัดค่าอาหาร 70 %
3. ให้อาหาร 2 มื้อ หรือ 1 มื้อ ตามผู้เลี้ยง
4. ให้ผักสด และพืชตลอดวัน
5. เศษอาหารจากที่เหลือ โรงครัว เพื่อนบ้าน
อาหารสุกร (เพิ่มเติม)
1. อาหารสุกรธรรมชาติที่ชาวบ้านเลี้ยงในอดีต ใช้วิธีหั่นหยวกกล้วย เก็บผักหญ้า
เศษอาหาร
2. จากการไปศึกษาเลี้ยงสุกรของเกษตรกรจีน เขาใช้เศษพืชผัก ยอดมันสำปะหลังสับ
เป็นชิ้นเล็กๆ คลุกน้ำตาลทราย หรือกากน้ำตาล หมักในถุงดำขนาดใหญ่ อัตราหมัก 100 : 4 ทิ้งไว้ 4 – 5 วัน ก็นำไปเลี้ยงสุกร โดยผสมปลายข้าว รำอ่อน ก็จะช่วยลดต้นทุน โดยไม่ใช้อาหารสำเร็จเลย
3. ผลการวิจัยของ ดร.สุริยา สานรักกิจ แห่งฝ่ายเทคโนโลยีชีวภาพ สำนักวิจัย
พบว่า เศษผักมี ปลอดสายพิษ 100 กก. หมักน้ำตาลทราบ หรือกากน้ำตาล 4 กก. และผสมเกลือ 1 กก. หมักในถุงดำไล่อากาศออก มัดปากถุงทิ้งไว้ 7 วัน จะได้ผักที่มีคุณภาพดี
4. อาจารย์ โช ฮาน คิว เจ้าตำราบอกว่า อาหารสุกรประมาณ 1 ใน 3 หรือ
ประมาณ 30 % ควรเป็นพืชสีเขียว ดิน IMO สามารถนำมาคลุกกับรำ และปลายข้าวนำไปผสมอาหารจากตลาดได้ครึ่งต่อครึ่ง อาจหมักกับหยวกกล้วย ที่สับเป็นชิ้นเล็กๆได้
5. การใช้สมุนไพรพื้นบ้าน ตากแห้งบดเป็นผงรวมกัน เช่น ฟ้าทะลายโจร ขมิ้น ไพล
ฝรั่งขี้นก ลูกใต้ใบ ใช้ผักบด 1 กก. ผสมอาหารแห้งทุก 100 กก.
หัวใจของการเลี้ยงหมูหลุม
ขยัน
ใจรัก
น้ำตาลทราย
ตรงต่อเวลา
ขอขอบคุณศูนย์บริการการศึกษานอกโรงเรียนอำเภอสูงเม่นเอื้อเฟื้อข้อมูล
โทรศัพท์ 0-54544-402 โทรสาร 0-54544-403
การเพาะเลี้ยงปลาหลดและการอนุบาลปลาหลด
ลักษณะทั่วไป
ปลาหลด ( Macronathus siamensis ) เป็นปลาน้ำจืดพื้นบ้านของไทยที่อาศัยอยู่ใน ห้วย หนอง คลอง บึง ตามแหล่งน้ำธรรมชาติ แพร่กระจายทั่วประเทศ เป็นปลาที่มีความอดทนสูง อาศัยในโคลนตมได้นาน ชอบอาศัยตามพื้นท้องน้ำ และฝังตัวอยู่ในทรายตอนกลางวัน มีนิสัยชอบหากินในเวลากลางคืนเป็นปลากินเนื้อ กินอาหารจำพวกตัวอ่อนแมลง หนอน ไส้เดือน สัตว์เล็กๆ และเศษเนื้อเน่าเปื่อย ปลาหลดมีรูปร่างคล้ายปลาไหล ปลายปากยื่นยาวและสามารถยืดหดได้ มีสีเทาและสีดำ ปากเล็ก ฟันเล็กและคม มีช่องเหงือกเปิดอยู่ใต้หัว
ปลาหลดเป็นที่นิยมรับประทานในรูปของปลาสด ตากแห้ง หรือทำเค็มโดยปกติจะมีการซื้อขายในตลาดเป็นจำนวนมากอยู่
ปัจจุบัน ปลาหลดที่มีจำหน่ายตามตลาดเป็นปลาหลดที่จับได้จากแหล่งน้ำธรรมชาติ ทำให้ปลาหลดเริ่มหายากมากขึ้น และมีราคาค่อนข้างสูงขึ้นกิโลกรัมละ 70 – 80 บาท (ตามท้องตลาดขายขีดละ 12 – 17 บาท) ในช่วงฤดูฝนจะหาซื้อได้ง่าย เมื่อพ้นระยะนี้ไปแล้วปลาหลดจะลดจำนวนลงเป็นอย่างมาก จะหาซื้อลำบาก ราคาค่อนข้างสูงโดยมีราคาประมาณ 120 – 200 บาท ด้วยเหตุดังกล่าว คณะผู้วิจัยจึงได้มีการศึกษาชีววิทยาของปลาหลดเป็นเบื้องต้น ศึกษาวิธีการสำหรับนำมาเพาะเลี้ยง หรือขยายพันธุ์ให้แพร่หลายยิ่งขึ้น เพื่อเป็นการเพิ่มพูนอาหารประเภทโปรตีน และยังเป็นรายได้แก่ผู้ประกอบการเลี้ยงปลาหรือจับปลาขายเป็นอาชีพอีกด้วย
โดย การส่งเสริมให้เกษตรกรสามารถทำการเพาะเลี้ยงปลาหลดได้อย่างมีประสิทธิภาพภาย ในชุมชนของเกษตรกรเองไม่ต้องเดินทางไปทำงานต่างถิ่น ช่วยให้สามารถมีรายได้และช่วยพัฒนาชุมชนที่อาศัยอยู่ ไม่ก่อให้เกิดปัญหาต่อชุมชน หรือชุมชนใกล้เคียงและทำให้ชุมชนมีความเข้มแข็ง ส่งผลให้ประเทศชาติมีการพัฒนาที่ดี
การเพาะพันธุ์
นำ ปลาหลดพ่อแม่พันธุ์ที่รวบรวมได้จากธรรมชาติ มาคัดเลือกพ่อแม่พันธุ์ที่มีความสมบรูณ์พร้อมที่จะผสมพันธุ์ ซึ่งมีข้อสังเกตได้ในตัวเต็มไว ดังนี้ คือ เพศเมียมีลักษณะลำตัวอ้วนป้อม และโตกว่าเพศผู้ลักษณะแตกต่างที่เห็นได้ชัด คือ ในปลาเพศเมียจะมีติ่งเพศ เมื่อบีบท้องแรงๆ จะมีติ่งเพศยื่นออกมา ในปลาเพศผู้จะไม่มีลักษณะดังกล่าว ลักษณะของช่องเพศ ปลาเพศเมียเมื่อถึงฤดูผสมพันธุ์จะมีเยื่อวุ้นปกคลุมช่องเพศ ท้องจะอูมเป่งและนิ่ม ช่องเพศและติ่งเพศจะขยายตัวมีสีแดงเรื่อๆ เพศผู้ ถ้ากดเบาๆ ตรงส่วนท้อง จะมีน้ำเชื่อสีขาวไหลออกมา เมื่อคัดเพศแล้วทำการผสมพันธุ์ โดยการฉีดฮอร์โมนกระตุ้นการวางไข่ ดังนี้
เพศเมีย ทำการฉีด 2 ครั้ง
ครั้งที่ 1 ใช้ซุปรีแฟกค์ (Superfact) ความเข้มข้น 25 ไมโครกรัม/กิโลกรัม ร่วมกับโมทีเลี่ยม (Motilium) 10 มิลลิกรัม/กิโลกรัม พักไว้ 6 ชั่วโมง แล้วจึงฉีดเข็มที่ 2
ครั้งที่ 2 ใช้ซุปรีแฟกค์ความเข้มข้น 50 ไมโครกรัม/กิโลกรัม ร่วมกับโมทีเลี่ยม 10 มิลลิกรัม
/กิโลกรัม
เพศผู้ทำการฉีดเพียงครั้งเดียว
โดยฉีดพร้อมเพศเมีย เข็มที่ 2 โดยใช้ซุปรีแฟกค์ความเข้มข้น 20 ไมโครกรัม/กิโลกรัม ร่วมกับโมทีเลี่ยม 10 มิลลิกรัม/กิโลกรัม
นำ พ่อแม่พันธุ์ที่ฉีดฮอร์โมนเรียบร้อยแล้ว ปล่อยพ่อแม่พันธุ์ลงในถังเดียวกันเพื่อให้ผสมพันธุ์กันเองตามธรรมชาติ โดยมีพู่ฟางไว้สำหรับให้ไข่ติด และแยกพ่อแม่พันธุ์ปลาหลดออกในตอนเช้า และนำไข่ไปพักในบ่อฟักต่อไป ลูกปลาหลดจะฟักออกเป็นตัวภายใน 40 – 48 ชั่วโมง
การอนุบาลลูกปลาหลด
การ อนุบาลลูกปลาหลดมีผู้ศึกษาไว้น้อยมากและศึกษามานานแล้ว ผู้วิจัยได้ทำการศึกษาพบว่าอาหารที่เหมาะสมสำหรับการอนุบาลลูกปลาหลดที่อายุ 1 – 14 วัน ควรให้ไรแดงจะมีการเจริญเติบโตและมีอัตราการรอดดีที่สุด หลังจากนั้นจะให้ไรแดง หนองแดง หรือไส้เดือนเป็นอาหาร
การเลี้ยงปลาหลด
การเลี้ยงปลาหลดสามารถเลี้ยงได้ทั้งในบ่อดินและบ่อซีเมนต์ หากเลี้ยงในบ่อซีเมนต์ควรมีขนาด 4 x 4 เมตร ความสูงประมาณ 50 – 70 เซนติเมตร ผิวบ่อฉาบให้เรียบ และทำให้ลาดเอียง ปริมาณครึ่งบ่อเพื่อให้ทรายปนดินเหนียวไว้ก้นบ่อ ใส่ผักบุ้งไว้ส่วนหนึ่งไม่ต้องมากนัก ความสูงของน้ำให้ท่วมบริเวณดินทราย ประมาณ 40 เซนติเมตร ปล่อยปลาขนาดความยาว 3 – 4 นิ้ว จำนวน 2,000 – 2,500 ตัว ควรวางโพรงไม่ไผ่หรือท่อน้ำเก่าๆ ให้ปลาได้หลบอาศัยในการเลี้ยงในบ่อดิน ต้องมีการเตรียมบ่อที่ดีเช่นเดียวกับการเลี้ยงปลาชนิดอื่น อาจมีการกันบนขอบบ่อโดยการใช้มุ้งเขียวล้อมรอบไว้ อาหารในการเลี้ยง คือ หอยเชอรี่ นำมาทุบแล้วสับให้ละเอียดนำไปวางไว้บริเวณชายพื้นรอยต่อทรายกับปูนซีเมนต์ กองไว้ให้อาหาร 2 – 3 วัน เมื่อเหยื่อเริ่มเน่า ปลาหลดจะเข้ามากิน และอาจกินตั้งแต่สดๆได้ พิจารณาดูว่าปลากินเหยื่อหมดใน 2 – 3 วันหรือไม่
อาหารปลาหลด
จะให้เหยื่อในการเลี้ยงเช่นเดียวกับปลาไหล คือ เหยื่อหลักดังนี้
1. หอยเชอรี่ นำมาทุบแยกเปลือกเนื้อหอยแล้วสับให้ละเอียด นำมาวางไว้บริเวณชายพื้นรอยต่อทรายกับผิวปูนซีเมนต์ กองไว้ให้อาหาร 2 – 3 ครั้ง เมื่อเหยื่อเริ่มเน่าปลาหลดจะเข้ามากิน และอาจกินตั้งแต่สดๆ ได้ พิจารณาว่าปลาหลดกินเหยื่อหมดใน 2 – 3 วันหรือไม่ ถ้าหมดควรเพิ่มให้ ถ้าเหลือควรลดลง พยายามอย่ากระทบกระเทือนปลาจะตกใจหนี
2. ไส้เดือน จะเป็นอาหารที่ปลาหลดโปรดปรานมากที่สุด เมื่อนำไส้เดือนให้ จะให้ช่วงเย็น – ค่ำ พอไส้เดือนเคลื่อนตัวตามผิวทราย ปลาหลด 1 ตัวจะกินไส้เดือน 1 – 2 ตัว ก็จะอิ่ม และมีลักษณะความสมบรูณ์ของตัวปลามาก เช่น ปลาจะอ้วน เกล็ดเป็นเงางาม
3. ระยะเวลาของการเลี้ยง ปลาหลดเป็นปลาที่จัดว่าโตเร็ว การเลี้ยงจะใช้เวลา 6 – 7 เดือน ก็จะได้ขนาดที่จำหน่ายประมาณ 30 – 40 ตัวต่อกิโลกรัม และอายุ 1 ปีขึ้นไปก็จะให้เป็นพ่อแม่พันธุ์ได้
จากคันไถกลับกลายเป็นควายเหล็ก
จากเคียวเล็กกลายเป็นรถเกี่ยวข้าว
จากเกษตรอินทรีย์เป็นเคมีอยู่ทุกคราว
จากได้ข้าวกลับได้หนี้บนผืนนา
ทั้งปูปลาเคยหากินกันได้
กลับต้องตายเพราะเคมีภัณฑ์นั่นแหละหนา
จากผืนดินที่สมบูรณ์กลับโรยรา
สายธาราเคยสดใสกลับไม่ดี
พลิกผืนนามาทำตามคำพ่อ
ให้เพียงพอชีวิตจะสุขี
เกษตรสวนผสมนี่แหละคือของดี
ทั้งชีวีชาวนาไทยจะยั่งยืน.
ที่มาจาก http://poem.mthai.com/view/981
1 ผักกวางตุ้งเป็นผักที่มีอายุสั้น ปลูกเพียง 35-45 วันก็สามารถเก็บรับประทานได้
2 อายุการเก็บเกี่ยวของผักกาดขาวปลีประมาณ 65-90 วัน ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับพันธุ์ที่ปลูก ข้อสังเกตุว่าถึงเวลาที่ต้องเก็บเกี่ยวแล้ว คือ ใบนอกแรกเริ่มแห้งและเข้าปลีแน่นพอสมควร
3 ผักกาดหอมห่อสามารถเก็บได้เมื่อปลูกเป็นเวลา 60-75 วัน
4 ผักกาดเขียวปลีเมื่อปลูกได้ 55-75 วัน ก็เก็บรับประทานได้
5 ผักชีเริ่มเก็บเกี่ยวเมื่อเริ่มมีอายุประมาณ 4-60 วัน
6 ผักบุ้งจีนหลังจากหว่านเมล็ดไปแล้วประมาณ 25-30วัน จะเก็บผักบุ้งรับประทานได้
7 อายุการเก็บเกี่ยว การเก็บเกี่ยวผักสลัด
เรดโอ๊ค อายุเก็บเกี่ยว 45-50 วัน
สลัดแก้ว อายุเก็บเกี่ยว 70 วัน
เรดลีฟ อายุเก็บเกี่ยว 45 วัน
บัตเตอร์เฮด อายุเก็บเกี่ยว 50 วัน
คอส อายุเก็บเกี่ยว 55 วัน
กรีนโอ๊ค อายุเก็บเกี่ยว 40 วัน
8 มะนาวจะให้ผลผลิต ได้ 2 ครั้งต่อปี ในครั้งแรกมะนาวจะออกดอก ช่วงระหว่างเดือนสิงหาคมไปจนถึงเดือนกันยายน และครั้งที่สอง คือ ช่วงระหว่างเดือนมกราคมไปจนถึงเดือนพฤษภาคม อายุของผลมะนาวที่นำมาใช้ประโยชน์ได้ นับตั้งแต่ออกดอกจนถึงเก็บเกี่ยวผลได้อยู่ในระหว่างประมาณ 4-5 เดือน
9 แตงกวา แตงร้าน บวบ และมะระ หลังปลูกโดยหยอดเมล็ด 20 ถึง 30 วัน จะเริ่มทยอยมีดอก ดอกเพศเมียจะพัฒนา เป็นผลต่อไป หลังจากดอกเพศเมียบาน 7 ถึง 10 วัน เริ่มทยายเก็บเกี่ยวผลอ่อน อายุเ็ก็บเกี่ยวหลังปลูก 30 ถึง 40 วัน ทำการเก็บเกี่ยวทุกวัน การเก็บเกี่ยวในช่วงเช้า จะให้น้ำหนักผลสูงสุด ช่วงเวลาเก็บเกี่ยว 30 ถึง 40 วัน ระยะเวลาปฏิบัติงาน 60 ถึง 80 วัน ส่วนบวบและมะระ อายุพืชหลังปลูก 40 วัน เริ่มทยอยมีดอกบาน หลังจากดอกเพศเมียบาน 15 ถึง 20 วัน เริ่มทยอยเก็บเกี่ยว อายุเก็บเกี่ยว 55 ถึง 60 วัน ช่วงเวลาเก็บเกี่ยว 40 ถึง 50 วัน ทำการเก็บเกี่ยวทุกวัน เก็บเกี่ยวในช่วงเช้า จะให้น้ำหนักผลสูงสุด เช่นเดียวกับ แตงกวา ระยะปลูก 80 ถึง 100 วัน
10 แตงโม และฟักทอง เก็บเกี่ยวผลแก่ ระยะเวลาปลูกนานกว่าผักวงศ์แตงอื่นๆ ดอกเริ่มทยอยบานหลังปลูก 50 วัน และเก็บเกี่ยวผลแก่หลังจากดอกเพศเมียบาน 40 ถึง 60 วัน เก็บเกี่ยว 3 ถึง 5 ครั้ง ทุกระยะห่างกัน 3 ถึง 5 วัน รวมระยะเวลาปลูก 100 ถึง 130 วัน
11 ผักกาดกวางตุ้ง คะน้าและผักกาดหัว นิยมปลูกโดยการหว่าน หรือหยอดเมล็ดโดยตรง หลังปลูก 15 ถึง 20 วัน หรือมี 1 ถึง 2 ใบ ทำการถอนแยก ให้มีระยะปลูกที่เหมาะสม และกำจัดวัชพืช อายุเก็บเกี่ยว 35 ถึง 60 วัน ช่วงเวลาเก็บเกี่ยว 10 ถึง 20 วัน ระยะเวลา ปฎิบัติงาน 40 ถึง 60 วัน ส่วนผักวงศ์กะหล่ำประเภทอื่นๆ ทำการเพาะกล้า อายุกล้า 20 ถึง 25 วัน หรือต้นกล้ามี 3 ถึง 5 ใบ เก็บเกี่ยว หลังย้ายปลูก 40 ถึง 70 วัน ช่วงเวลาเก็บเกี่ยว 10 ถึง 20 วัน ระยะเวลาดำเนินการ 60 ถึง 90 วัน พันธุ์เบาจะเก็บเกี่ยว ได้เร็วกว่าพันธุ์หนัก
12 ถั่วปลูกโดยการหยอดเมล็ด 3 ถึง 5 เมล็ดต่อหลุม หลังปลูก 30 ถึง 40 วัน เริ่มทยอยมีดอกบาน หลังจากดอกบาน 10 ถึง 15 วัน เริ่มทยอยเก็บเกี่ยวฝัก การเก็บเกี่ยวทำทุกๆ 1 ถึง 2 วัน อายุเก็บเกี่ยว 40-60 วันหลังปลูก ช่วงเวลาเก็บเกี่ยว 30 ถึง 50 วัน ระยะเวลาปลูก 75 ถึง 100 วัน
13 มะเขือนิยมเพาะกล้า แล้วย้ายปลูก อายุกล้า 25 ถึง 40 วัน หรือต้นพืชเมื่อมี 3 ถึง 5 ใบ มะเขือเทศมีอายุสั้นกว่าพริก และมะเขือ หลังย้ายปลูก 30 ถึง 40 วัน เริ่มทยอยมีดอกบาน และหลังจากดอกบาน 30 ถึง 40 วัน เริ่มทยอยเก็บเกี่ยวผลแรกๆ อายุเก็บเกี่ยว 75 ถึง 90 วัน หลังย้ายปลูก ช่วงเวลาเก็บเกี่ยวสำหรับมะเขือเทศ 30 ถึง 40 วัน ส่วนพริกและมะเขือ มีช่วงเวลาเก็บเกี่ยวนานกว่า 3 ถึง 6 เดือน
14 หอมหัวใหญ่ ปลูกโดยการเพาะกล้า เมื่อต้นกล้ามีอายุ 20 ถึง 30 วัน หลังเพาะเมล็ด จึงทำการย้ายปลูก อายุเก็บเกี่ยวหลังจาก ย้ายปลูก 90 ถึง 120 วัน เริ่มเก็บเกี่ยว รวมระยะเวลาปลูก 110 ถึง 150 วัน ส่วนผักวงศ์หอมประเภทอื่นๆ ปลูกโดยการใช้หัวพันธุ์ หอมแบ่งอายุเก็บเกี่ยว 40 ถึง 60 วัน ส่วนกระเทียม และหอมแดง มีอายุเก็บเกี่ยว 75 ถึง 150 วันหลังปลูก
15 คื่นช่าย ผักชี ผักกาดหอมใบ มีอายุเก็บเกี่ยว 40 ถึง 50 วัน
16 แครอทมีอายุเก็บเกี่ยว 90 ถึง 120 วันหลังปลูก
การปลูกไผ่เลี้ยง

พันธุ์ไผ่เลี้ยง
1.พันธ์หนัก เป็นพันธุ์ที่ให้ผลผลิตหน่อได้ปกติในช่วงฤดูฝน (มิถุนายน สิงหาคม) แต่ถ้าจะผลิตเป็นหน่อไผ่นอกฤดูหรือต้นฤดูฝน ผลผลิตที่ได้จะไม่คุ้มกับทุน 2.พันธุ์เบา เป็นพันธุ์ที่สามารถให้หน่อไผ่ ตกในช่วงฤดูฝน และสามารถผลิตเป็นหน่อไผ่นอกฤดูได้ดีมาก เพราะมีลักษณะเด่น คือ ถ้าได้น้ำ ได้ปุ๋ยแล้วจะให้หน่อทันที ถ้าเกษตรกรปลูกมีการบำรุงรักษาดี ผลผลิตก็ยิ่งจะเพิ่มมากขึ้น ฉะนั้น จึงขอแนะนำให้ผู้ที่จะปลูกไผ่เลี้ยงขายหน่อ ควรปลูกพันธุ์เบา

การคัดเลือกพื้นที่ปลูกสวนไผ่
สภาพพื้นที่ที่เหมาะสำหรับปลูกไผ่เลี้ยง ควรมีลักษณะเป็นดินร่วนปนทราย ถ้าเป็นดินเหนียว ดินโคกลูกรัง การเจริญเติบโต และการให้หน่อจะไม่ดี
การเตรียมดินปลูก
-ไถครั้งแตกด้วยรถไถผาน 3 ทิ้งไว้ประมาณ 1 2 สัปดาห์ เพื่อกำจัดวัชพืช
-ไถครั้งที่ 2 ด้วยรถไถผาน 7 เพื่อปรับสภาพดินให้ร่วนซุย เหมาะแก่การปลูกพืช


ระยะปลูก
สามารถปลูกได้หลายขนาด ขึ้นอยู่กับความเหมาะสมของการใช้เครื่องมือในการจัดการแปลงหลังปลูก
1.ระยะระหว่างต้น x ระหว่างแถว 2 x 4 ม. 1 ไร่ ปลูกได้ 200 ต้น
2.ระยะระหว่างต้น x ระหว่างแถว 4 x 4 ม. 1 ไร่ ปลูกได้ 100 ต้น
3.ระยะระหว่างต้น x ระหว่างแถว 4 x 6 ม. 1 ไร่ ปลูกได้ 66 ต้น
ที่เหมาะสมสำหรับเกษตรกรทั่วไป ควรปลูกระยะ 4 x 4 ม.
การปลูก
1.ปลูกด้วยตอชำถุง (มีค. กค.) ขุดหลุ่มขนาด 50 50 50 ซม. รองก้นหลุมด้วยปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมักประมาณ 1 ปุ้งกี๋ คลุกเคล้าเข้ากับดินลงในหลุมปลูก ฉีกถุงดำออกอย่าให้ดินแตก นำลงหลุมกลบดินให้แน่น แล้วรดน้ำสัปดาห์ละ 2 ครั้ง (ถ้าฝนไม่ตก)
2.ปลูกด้วยเหง้า หรือตอไผ่ที่ไม่ได้ชำถุง โดยขุดเหง้าหรือตอไผ่ แล้วนำไปปลูกทันทีด้วยการขุดหลุมเฉพาะ ไม่ต้องรองก้นหลุมด้วยปุ๋ยคอก ปลูกแล้วกลบดินให้แน่น รดน้ำให้ชุ่มสัปดาห์ละ 2 ครั้ง ช่วงที่เหมาะสมในการปลูกโดยวิธีนี้ คือ เดือน มค. เมย. เหมาะสำหรับผู้ที่มีแหล่งน้ำและสะดวกในการให้น้ำ
การดูแลรักษา
-ถ้าไม่มีฝนตกควรรดน้ำสัปดาห์ละ 2 ครั้ง
-กำจัดวัชพืชทำความสะอาดแปลงอย่าปล่อยให้หญ้าคลุม
-เมื่อไผ่ปลูกได้ 7 เดือน ควรตัดแต่งกิ่งและลำต้นที่เล็กออกให้เหลือไว้แต่ต้นที่มีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 3 5 ซม. แล้วพรวนดินรอบกอ ให้ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมัก กอละประมาณ 5 10 กก. คลุมโคนด้วยเศษหญ้า ใบไม้แห้ง หรือฟางข้าว เพื่อเก็บรักษาความชื้นในดิน ถ้ามีน้ำในไร่นาควรให้น้ำตลอดช่วงฤดูแล้ง เพื่อเร่งการเจริญเติบโต
-เมื่อไผ่มีอายุได้ 8 เดือน ขึ้นไป ก็จะสามารถให้หน่อและเพิ่มจำนวนต้นในแต่ละกอ เพื่อจะได้ปริมาณจำนวนต้นไว้ผลิตหน่อในฤดูต่อไป
เทคนิคการตัดแต่งกอและกิ่งไผ่
-หลักสำคัญในการตัดแต่งกิ่งไผ่ อยู่ที่ปีที่ 2 ซึ่งจะต้องตัดต้นที่แก่และยู่ชิดกันออก โดยใช้เลื่อยตัดแต่งกิ่งเฉพาะ จะสะดวกให้เหลือจำนวนต้นไว้ในแต่ละกอ ไม่เกิน 12 ตัน ต่อไป (การตัดแต่งควรตัดทุกปีอย่างต่อเนื่อง ปีละ 1 ครั้ง)
-ฤดูกาลที่เหมาะสมในการตัดแต่งกิ่ง คือเดือน ธค. มค.
-หลังตัดแต่งเสร็จให้ใส่ปุ๋ยคอก หรือปุ๋ยหมัก กอละประมาณ 15 20 กก. แล้วให้น้ำทันที เพื่อเร่งให้ได้ผลผลิตหน่อไผ่ช่วงต้นฤดู ซึ่งขายได้ราคาสูง
-ถ้าจะเร่งการออกหน่อ และเพิ่มผลผลิตให้มากยิ่งขึ้น ให้เสริมด้วยปุ๋ยเคมี สูตร 25-7-7 หรือ 46-0-0 กอละประมาณ 2 กำมือ โดยใส่รอบๆ กอ แล้วจึงกลบด้วยปุ๋ยคอกแล้วให้น้ำทันที ถ้าไม่มีน้ำให้ก็ต้องรอเก็บผลผลิตในฤดูฝนตามปกติ แต่ผลผลิตก็จะได้มากกว่า สวนที่ไม่มีการตัดแต่งใส่ปุ๋ยอย่างแน่นอน

การเก็บผลผลิตหน่อไผ่
-ขนาดความยาวของหน่อไผ่ที่เหมาะสม 40 50 ซม. หรือ ถ้าเห็นหน่อไผ่พ้นดินขึ้นมาให้รออีก 4-6 วัน ก็เก็บเกี่ยวได้
-ช่วงเดือนสิงหาคม ควรคัดเลือกหน่อที่มีลักษณะสมบูรณ์และแตกหน่อออกอยู่ห้างกอไว้เป็นลำต้นต่อไป
-ผลผลิตเฉลี่ยต่อไร่ 1,700 กก.
-รายได้เฉลี่ย 17,000 บาท/ไร่
การขยายพันธุ์ไผ่
การขยายพันธุ์ไผ่เลี้ยง ทำได้ 2 ลักษณะ
1.ขยายพันธุ์โดยการขุดเอาเหง้าของลำต้นไผ่ที่มีอายุ 1 ปี แต่ไม่ควรเกิน 1 ปีครึ่ง เมื่อขุดออกมาแล้วควรตัดให้เหลือตอไว้ประมาณ 40 ซม. และตัดแต่งรากออกพอประมาณ เพื่อสะดวกในการปักชำ ถุงที่เหมาะสมควรเป็นถุงดำขนาด 5 x 11 นิ้ว ขึ้นไป ส่วนผสมของดินบรรจุถุง คือ หน้าดิน 1 ส่วน และแกลบดำ 1 ส่วน ผสมคลุกเคล้า แล้วใส่ลงในถุงนำเหง้าไผ่ที่เรียมไว้ลงถุงกลบดินแกลบให้แน่น ตั้งถุงเรียงไว้กลางแจ้ง รดน้ำให้พอชุ่มอยู่ตลอดประมาณ 15 วัน ก็จะเริ่มแตกแขนง
ครบ 2 เดือน นำไปปลูกได้ ช่วงระยะเวลาที่เหมาะสมในการขยายพันธุ์ตามแบบที่ 1 คือ เดือน กพ. พค.
2.ขยายพันธุ์โดยการใช้เหง้า จากส่วนที่เป็นเหง้าของหน่อที่ถูกตัดไปขาย แล้วเหลือตอติดดินไว้แตกแขนงขึ้นมารอให้แขนงที่แตกมาใหม่ มีใบแก่ (แตกใบขิง) จึงขุดเหง้าพร้อมแขนงนี้มาชำถุง แต่ต้องตัดกิ่งแขนงส่วนบนออกให้เหลือติดเหง้าขึ้นไปยาวประมาณ 30 40 ซม. ใช้วัสดุชำเหมือนกับการขยายพันธุ์แบบที่ 1 ช่วงเวลาที่เหมาะสมในการชำแบบที่ 2 คือ ตั้งแต่เดือน พย. พค.

โรคและแมลงศัตรูไผ่
-โรค ยังไม่มีปรากฏที่ชัดเจน
-แมลงศัตรู
1.ด้วงเจาะหน่อไผ่ โดยทั่วไปยังไม่มีการระบาดถึงระดับเศรษฐกิจ
2.หนู กัดกินและทำลายหน่อไม้ เกษตรกรผู้ปลูกสามารถดูแลและควบคุมได้ และยังไม่มีการระบาดถึงระดับเศรษฐกิจ
ไผ่ออกดอกแล้วแห้งตาย (ไผ่เป็นขี)
-สาเหตุ เกิดจากเหล่ากอต้นพันธุ์มีอายุมาก ซึ่งการนำมาขยายพันธุ์ไม่ทราบว่ากี่ชั่วอายุแล้ว
-การแก้ไข ถ้าหากต้นที่ปลูกไปแล้วออกดอกให้ขุดทิ้งแล้วปลูกทดแทน
…………………………………………..
ไผ่เลี้ยง
ในเวปนี้ผมจะไม่กล่าวถึงรายละเอียดลักษณะของไผ่เลี้ยง เพราะสามารถค้นหาได้จากเวปอื่นๆ แต่จะเขียนถึงเรื่องจากประสบการณ์จริง ของตนเองและขออนุญาตหยิบยกเอาตัวอย่างมาจากท่านผู้ที่ปลูกไผ่จริงๆ มาเขียนให้อ่านกัน มีหลายคนกำลังสนใจอยากปลูกไผ่เลี้ยงกันมาก แต่หาข้อมูลได้ค่อนข้างลำบาก เวปนี้จึงสร้างขึ้นมาเพื่อคนที่สนใจอยากปลูกไผ่เลี้ยง และสำหรับผู้ที่ปลูกไผ่เลี้ยงได้มาแลกเปลี่ยนประสบการณ์กัน
ที่ผ่านมาเราได้เรียนรู้จากสวน 2 แห่งของเราเอง แห่งแรกไม่ประสบความสำเร็จ (สวน A) กับอีก 1 แห่งที่ประสบความสำเร็จเป็นที่น่าพอใจทีเดียว (สวน B) พอจะสรุปปัจจัยต่างๆ ที่สำคัญได้ดังนี้
1. สถานที่ปลูก
- ต้องอยู่ใกล้ๆ บ้าน เพราะจะดูแลได้สะดวก ไม่เสียค่าเดินทางไปดูแล หรือไม่ต้องเสียค่าจ้างดนงานเฝ้าสวน ป้องกันโดนลักขโมย
- ดินที่ปลูกมีหลายท่านบอกว่าดินอะไรก็ได้ ผมขอแนะนำเพิ่มเติมว่าควรเป็นที่ลุ่ม แต่น้ำไม่ท่วมขัง ยกตัวอย่างเช่น (สวน A) เป็นที่ติดภูเขา ดินดีแต่แห้งเร็วมากไม่อุ้มน้ำ (สวน B) อยู่ใกล้บ้าน เป็นดินลูกรัง แต่ปรับสภาพดินก่อนปลูก ด้วยการปลูกปอเทืองแล้วไถกลบ ต้นไผ่เจริญเติบโตดีมาก แต่ดินร่วนปนทรายน่าจะดีที่สุด
- ส่วนจะปลูกกี่ไร่ดีนั้นก็แล้วแต่ ที่ดิน เงินทุน ตลาด เวลาที่มีให้ มีบางท่านทำงานประจำแล้วปลูกเป็นอาชีพเสริม แต่ปลูกหลายสิบไร่ จะมีปัญหาคือไม่มีเวลาพอจะดูแลในช่วงฤดูกาลเก็บเกี่ยวผลผลิต แนะนำให้ปลูกเท่าทีเราดูแลได้ทั่วถึงครับ
2. แหล่งน้ำ ต้องเพียงพอตลอดทั้งปี ไผ่ต้องการน้ำไม่มาก แต่ให้บ่อยๆ จะให้ผลผลิตดี และเราจำเป็นต้องให้น้ำเพื่อทำไผ่นอกฤดู เช่น (สวน A) ก่อนปลูกขุดสระก่อนฤดูฝน แต่ปรากฎว่าแล้งมาก น้ำไม่เต็มสระ เลยจำเป็นต้องเจาะบาดาล และต้องใช้เครื่องเจาะขนาดใหญ่ เพราะใกล้ภูเขามีแต่ก้อนหิน ส่วน (สวน B) มีแหล่งน้ำตื้น เลยใช้เครื่องเล็กเจาะได้

3. ไฟฟ้า ไม่ว่าจะสูบน้ำจากสระ หรือจากบ่อบาดาล ไฟฟ้าจำเป็นมาก ประหยัดกว่าน้ำมันเยอะมากๆ (สวน a) 10 ไร่ ใช้น้ำมันใส่เครื่องยนต์เบนซินเพื่อปั่นไฟฟ้าให้ปั๊มซับเมิร์ทสูบน้ำบาดาล สูบประมาณ 6 ชม./วัน ค่าน้ำมันตก 350 บาท/ครั้ง (ช่วงนั้นเบนซิน 18 บาท/ลิตร) ตอนหลังเปลี่ยนเป็นเครื่องดีเซล (ควายเหล็ก) ติดไดนาโม ใช้น้ำมันตก 130 บาท / วัน เลยต้องรดน้ำช่วงแล้ง 3 วัน/ครั้ง ส่วน (สวน b) 3 ไร่ รดน้ำทุกวันเพราะคุณแม่ของผม แกปลูกผักแซมระหว่างต้นไผ่ เลยได้อาศัยน้ำรดทั้งไผ่ทั้งผัก ค่าไฟฟ้า ตกเดือนละ 200 กว่าบาท ทุกวันนี้ ย้ายแปลงผักออกมาปลูกนอกแปลงไผ่ ปลูกมากขึ้น ค่าไฟเพิ่มขึ้นไม่มากครับ
4. เงินทุน สำหรับจ่ายค่าต้นพันธุ์ ค่าไถ ค่าปลูก ค่าปุ๋ย อุปกรณ์ระบบน้ำ ปั๊มน้ำฯลฯ
5. ตลาด สวนควรอยู่ใกล้ตลาด เดินทางสะดวก สำรวจตลาดแถวบ้านก่อนว่ามีขายรึป่าว เดินไปถามแม่ค้าที่ตลาดก่อนหรือบางครั้งจะมีพ่อค้าคนกลางวิ่งมารับ แต่ก็ต้องอยู่ในแหล่งปลูกที่ให้ผลผลิตจำนวนมากเป็น 1,000 กิโล ถึงจะมารับ หากใครมีที่ติดถนนใหญ่เป็นทางผ่านก็แนะนำให้ขายเองริมถนนครับ ช่วงหน้าฝนราคาตกมากก็แปรรูป ยกตัวอย่างเช่น (สวน a) อยู่ไกลจากตลาด 30 กิโล ต้องเดินทาง ตั้งแต่ตี 5 เพื่อเก็บหน่อมาส่งตลาด ทั้งเหนื่อยตื่นเช้า และค่าน้ำมันรถที่แพงขึ้นทุกวัน ในขณะที่ (สวน b) อยู่ห่างจากบ้านแค่ 1กิโลเมตร ห่างจากตลาด 1.5 กิโลเมตร มีแม่ค้าและชาวบ้านแวะเวียนมาซื้อตลอด ไม่เคยมีปัญหาเรื่องตลาด มีแต่ปัญหาผลผลิตไม่พอขาย เนื่องจากสวนอยู่ใกล้ ลูกค้าจึงได้ของสดกว่าที่อื่นทุกวัน ทุกวันนี้จึงมีแม่ค้าขาประจำที่ต้องส่งหน่อไม้ให้ทุกๆ เช้า
………………………………………………………………………………………….
การปลูกไผ่เลี้ยง
เมื่อพิจารณาดูแล้ว ท่านพร้อมแน่นอนแล้ว เราก็มาเริ่มปลูกไผ่กันเถอะครับ มีสูตรมากมายหลายสูตร แล้วแต่ใครจะชอบ หาดูได้จากหนังสือหรือเวปอื่นๆ แต่ในที่นี้ ผมขอใช้สูตรที่ผมปลูกเองที่สวนครับ ผมจะไม่อธิบายอย่างละเอียด แต่จะบอกเฉพาะส่วนที่สำคัญ
1. เตรียมดิน ไถหยาบด้วยผาน 3 ตากแดดทิ้งไว้ สัก 15 วัน ไถละเอียดด้วยผาน 7 อีกครั้ง เป็นอันใช้ได้ หรือหากใครไม่รีบร้อน ไถผาน 3 แล้ว หว่านปอเทือง พอต้นโตออกดอกแล้ว ไถกลบด้วยผาน 7 เพื่อปรับสภาพดินก่อน จะดีมากเลยครับ แต่ควรเป็นช่วงฤดูฝน

2. ขุดหลุมปลูก ขนาดมาตรฐาน 30x30x50 หรือ 50x50x50 ซ.ม. (แนะนำว่าหากใครจ้างคนงานปลูกควรดูให้ดี ระวังมันจะหดเหลือ 20 ซ.ม. แทน) ระยะห่างระหว่างต้น ที่สวนผม 3×3 ม. แต่ผมว่ามันห่างไป 2.5×2.5 หรือ 2×3 ม. ก็พอ เพราะถ้าห่างมากต้นจะล้มเวลาลมพัดแรงๆ อยู่ที่เราต้องการปลูกเพื่ออะไร ถ้าเอาหน่อไม่ต้องปลูกห่าง ถ้าเอาลำต้นต้องปลูกห่างๆ ตอนปลูก ใส่ปุ๋ยคอกผสมหน้าดินลงไปด้วย 1-1.5 กิโล ถ้าใครไม่แน่ใจว่าดินแถวนี้มีปลวกเยอะรึป่าวก็แนะนำให้ใส่ยาฆ่าแมลงฟูราดานลงไปด้วย 1 ช้อนแกง
3. กิ่งพันธุ์ เรื่องนี้สำคัญมาก ควรไปดูกิ่งพันธุ์กันถึงแหล่งผลิต ผมเสียหายจากกิ่งพันธุ์ไปกว่า 1,000 ต้น ต้องซื้อกิ่งพันธุ์ถึง 4 แห่ง กว่าจะรู้ว่ากิ่งที่ดีนั้นเป็นอย่างไร แนะนำคร่าวๆ นะครับ กิ่งพันธุ์ที่ดีต้องเป็นกิ่งที่ได้จากเหง้าหนุ่มๆ ไม่แก่เกินไป ลำต้นแข็งแรง แตกใบหรือแตกหน่อแล้ว และไม่ทำทิ้งไว้นานเกินไป อาจจะมีปัญหารากขดได้ บางเจ้ามีออเดอร์มากผลิตไม่ทัน ก็เสียบต้นพันธุ์ใส่ถุงแล้วขนมาส่งเลย ไม่รอให้รากติดก่อน ตายตั้งแต่พักต้นรอปลูก เรื่องการขนส่งก็สำคัญ เราควรไปดูตอนขนขึ้นรถด้วย ครั้งแรกผมเจอวางทับๆ กันมา เละหมดครับ ตายไปประมาณ 1,000 ต้น การปลูกให้วางต้นกล้าเท่าระดับดินเดิมแล้วพูนดินบริเวณโคนต้นสูงขึ้นเล็กน้อยเผื่อดินยุบตัว

4. ติดตั้งระบบน้ำ หากสวนเล็กๆ ก็ไม่ต้องครับ ใช้สายยางรดก็ได้ หากสวนใหญ่ก็วางระบบน้ำง่ายๆ
สายยาง PE หัวฉีดสเปรย์ บางแห่งที่มีน้ำมากพอก็ใช้วิธีขุดร่องน้ำระหว่างต้นแล้วปล่อยน้ำเข้าไป ประหยัดค่าอุปกรณ์ได้มากทีเดียว ช่วงปีแรกต้องรดน้ำตลอด เพราะต้นไผ่ยังไม่แข็งแรง หลังจากนั้นก็รดตามช่วงเวลาที่ต้องการผลิตหน่อนอกฤดู

5. การดูแล กำจัดหญ้า ผมใช้เครื่องตัด ไม่ใช้ยาฆ่าหญ้า เราอยากให้ที่นี่เป็นสวนเกษตรปลอดสารพิษ นอกนั้นก็มีการใส่ปุ๋ยคอก ปุ๋ยอินทรีย์ ชีวภาพ บางท่านใส่เดือนละครั้ง บางท่านใส่ ปีละครั้ง แล้วแต่สะดวกครับ ผมว่าต้นไม้ก็เหมือนคน กินน้อยไปก็ผอมแห้งแรงน้อย กินมากไปก็อ้วน เสียค่าอาหารเยอะ กินแต่พอดีจะได้แข็งแรงสมบูรณ์ ถ้าหากอยู่ใกล้ป่าต้องทำแนวกันไฟด้วย ระยะห่าง 5-6 เมตร (สวน a) โดนมาแล้ว ตายไป 20 กว่าต้น
6. ปลูกพืชแซม หรือปลูกเสริม เพิ่มรายได้ ผักสวนครัวต่างๆ ขายได้ทุกวัน (สวน b) อยู่ใกล้ๆ บ้าน คุณแม่ท่านจะเดินไปดูแลเก็บผักขายได้เกือบทุกวัน เป็นรายได้เสริมอีกทางหนึ่ง แต่ที่ได้มากกว่านั้นคือสุขภาพครับ เมื่อก่อนแกป่วยบ่อย เดี๋ยวนี้แข็งแรงขึ้นเยอะ

7. เก็บเกี่ยวผลผลิต ใช้ระยะเวลาประมาณ 6-8 เดือนหลังการปลูก ก็เก็บหน่อได้แล้วครับ ขึ้นอยู่กับน้ำที่รดว่าเพียงพอหรือไม่ เก็บหน่อได้ตั้งแต่เดือนมีนาคมถึงสิงหาคม แล้วจะพักต้น ก่อนฤดูฝนได้ผลผลิตเฉลี่ยไร่ละ 5-6 กิโล/ไร่/วัน พอในฤดูฝน ได้เฉลี่ย 8-10 กิโล/ไร่/วัน คาดว่าปีต่อไปจะให้ผลผลิตเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ นอกฤดู(มี.ค.-เม.ษ.) ราคาดีเริ่มที่กิโลละ 40 บาท แล้วลดลงเรื่อยๆ จนเหลือประมาณ 5 บาทครับ ก็เริ่มแปรรูปได้แล้ว

ตารางการทำงานสวนไผ่
เดือนธันวาคม-เดือนมกราคม เริ่มตัดแต่งกิ่ง ใส่ปุ๋ยคอก ปุ๋ยหมัก และให้น้ำอย่างสม่ำเสมอ
เดือนกุมภาพันธุ์-เดือนเมษายน ขยายพันธุ์ไผ่เลี้ยง แทงเหง้ามาชำ
เดือนมีนาคม-สิงหาคม เก็บหน่อไม้ส่งขายตลาด และแปรรูปเก็บไว้ขายช่วงฤดูหนาว
เดือนกันยายน-พฤศจิกายน พักต้น
……………………………………………………………………
ลงทุนเท่าไหร่?
สวนแต่ละแห่งมีต้นทุนไม่เท่ากัน นี่เป็นตัวอย่างการลงทุนของสวนไผ่อิงภู (สวน a) ซึ่งขณะนี้ค่าน้ำมันขยับขึ้นมาเกือบเท่าตัว จึงไม่สามารถอ้างอิงราคาเดิมได้
- ค่ากิ่งพันธุ์ ประมาณ 25-35 บาท แล้วแต่แหล่งผลิต จำนวน และการต่อรอง
- ค่าไถ (ผาน 3) ไร่ละประมาณ 350 บาท (ผาน 7) ไร่ละประมาณ 300 บาท (แล้วแต่ราคาน้ำมัน)
- ค่าปลูก ประมาณหลุมละ 5 บาท ที่สวนผม 1,700 ต้น (ปลูกเองดีกว่า)
- ค่าอุปกรณ์ระบบน้ำ ที่สวนผมใช้หัวสเปรย์เล็กๆ ท่อพีวีซี สายพีอี รวมปั๊มชัก (สูบน้ำจากสระ) สำหรับ 10 ไร่ หมดไป 33,000 บาท (แบบประหยัดแล้ว)ไม่รวมค่าติดตั้ง ถ้าใครวางท่อได้เองก็ประหยัดไปอีกหลายบาท
- แหล่งน้ำ ถ้ามีแหล่งน้ำอยู่แล้ว จะ ประหยัดค่าขุดสระหรือเจาะบาดาลไปอีกเยอะ (เจาะบ่อใหญ่ 5-6 หมื่นบาท บ่อเล็ก 5-8 พัน)
- ค่าปุ๋ยคอก ตลอดทั้งปี 10 ไร่ ใช้ไปประมาณ 400 ถุงปุ๋ย ถุงละ 15 บาท ส่งให้ถึงที่ แนะนำให้ไปขนเอง 10 บาท (ได้เยอะกว่าด้วยเพราะเค้าไม่มัดปากถุง) หรือจะซื้อปุ๋ยอินทรีย์ชีวภาพ พวกปุ๋ยขี้ไก่อัดเม็ดก็สะดวกดี
- เครื่องสูบน้ำ ถ้าหากไม่มีไฟฟ้า ก็จะมีค่าเครื่องสูบน้ำพวกคูโบต้า ยันมาร์ ซึ่งประหยัดกว่าเครื่องเบนซินมาก แต่แพงกว่าไฟฟ้าเยอะมากเหมือนกัน ค่าเครื่องยนต์มือสองประมาณ หมื่นกว่าบาท ถ้าใหม่ป้ายแดงก็หลายหมื่น ถ้ามีไฟฟ้าก็เสียแค่ค่าปั๊มไม่กี่พัน ถ้าเจาะบาดาลก็เสียค่าปั๊มซับเมิร์ท หมื่นกว่าบาท
- ค่าแท้งค์สูง เพื่อเก็บน้ำ กรณีที่สูบน้ำบาดาลเพื่อยืดอายุปั๊มน้ำ และเพิ่มแรงดันน้ำ ประมาณ 1-3 หมื่นแล้วแต่ขนาด (สีดำ 1,500 ลิตร 4,000 บาท แต่ไม่ค่อยดี ใช้แค่ 2 ปี ก็รั่วแล้ว แนะนำให้ใช้ถังน้ำสีน้ำเงิน 2,000 ลิตร 6,000 บาท ค่าขาตั้งสูง เหล็ก 8,000-20,000 บาท แต่ถ้ามีเสาไม้ ทำเองประหยัดกว่าเยอะ)
- ค่าไฟฟ้า หรือ ค่าน้ำมัน ผมลองคิดเฉลี่ยดู ถ้าพื้นที่ 10 ไร่ ค่าไฟฟ้าเฉลี่ยประมาณวันละ 22 บาท (ใช้ปั๊มซับเมิร์ทสูบน้ำบาดาล) ถ้าค่าน้ำมัน(ดีเซล) ตกวันละ 100-130 บาท (18 บาท/ลิตร) (ช่วงเร่งเอาหน่อนอกฤดู ต้องรดน้ำเกือบทุกวัน)
- ค่าอุปกรณ์ เช่น เครื่องตัดหญ้า กรรไกรแต่งกิ่ง ฯลฯ
- ค่าคนงาน ตัดหญ้า แต่งกิ่ง ค่าคนงานเฝ้าสวน ในส่วนนี้หากใครทำเองได้ก็ประหยัดไปเยอะปีละหลายตังส์ทีเดียว
- ค่าเดินทางครับ ถ้าสวนอยู่ไกล จะไม่คุ้มกับค่าเดินทางไปดูแลและนำผลผลิตออกมาขาย ถึงแนะนำว่าควรอยู่ใกล้ๆ บ้าน
- สรุปแล้ว ให้กลับไปอ่าน 5 ข้อ ด้านบนก่อนตัดสินใจครับ ถ้าดูแลเอง ทำเองได้ทั้งหมดและมีวัสดุอุปกรณ์ต่างๆ พร้อมอยู่แล้ว จะดีมาก ถ้าพร้อมแล้วก็ลุยกันเลย