ปลาสวายประเภทเลี้ยงชนิดเดียวนั้น ปัจจุบันมีการเลี้ยงอยู่ 2 วิธีคือเลี้ยงในบ่อดินและเลี้ยง ในกระชัง

ปลาสวายประเภทเลี้ยงชนิดเดียวนั้น ปัจจุบันมีการเลี้ยงอยู่ 2 วิธีคือเลี้ยงในบ่อดินและเลี้ยง ในกระชัง

หมูหลุมตามโครงการแก้ไขปัญหาความยากจน
การเลี้ยงสุกรแนวทางเกษตรธรรมชาติ (หมูหลุม)

ความเป็นมา
เมื่อวันที่ 22 – 23 มีนาคม 2548 คณะครูศูนย์บริการการศึกษานอกโรงเรียนอำเภอสูงเม่นได้เข้าร่วมอบรมโครงการถ่ายเทคโนโลยี การผลิตหมูหลุม เพื่อสร้างรายได้ และแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อม รุ่นที่ 7 ณ มหาวิทยาลัยแม่โจ้ – แพร่ เฉลิมพระเกียรติ ร่วมกับองค์การบริหารส่วนจังหวัดแพร่
การเลี้ยงสุกรแบบเกษตรธรรมชาติของเกาหลี (หมูหลุม) นอกจากจะให้กำไรงามแก่ผู้เลี้ยงแล้ว ยังสามารถลดต้นทุนอาหารได้ ถึง 70 % ทำให้ภาระการเลี้ยงหมูของเกษตรกรเบาแรงลง เนื่องจากเกษตรกร ไม่ต้องกวาดพื้นคอก กำจัดขี้หมู ไม่มีกลิ่นเหม็นของขี้หมูรบกวน พื้นคอก ไม่เฉอะแฉะ และไม่มีแมลงวันตอม
แนวคิดที่เลี้ยงสุกรแบบเกษตรธรรมชาติ (หมูหลุม)
1. ต้องการศึกษา เรียนรู้ วิธีการ เลี้ยงสุกรแบบธรรมชาติ และแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมเรียนรู้การแก้ไขปัญหาที่เผชิญได้ด้วยตัวเอง
2. เป็นแนวทางการส่งเสริมอาชีพให้กับประชาชน ตามภารกิจงานการศึกษานอกโรงเรียน
3. เป็นอาชีพเสริมให้กับครอบครัว มีส่วนร่วมในกระบวนการคิด บริการจัดการสร้างความสัมพันธ์กับครอบครัวอยากให้ชาวบ้าน และแนวทางการเลี้ยงในการแก้ปัญหาเรื่องกลิ่นเหม็น
โรงเรือน

สุกร 10 ตัว จะใช้พื้นที่ในการเลี้ยงขนาดความกว้าง 3 เมตร x ความยาว 6 เมตร หลังคายกสูงให้อากาศถ่ายเทได้สะดวก
ลักษณะของโรงเรือน
1. ตั้งอยู่บนที่สูง ที่ดอน
2. สร้างโรงเรือนตามแนวทิศทางของตะวันออก – ตะวันตก
3. วัสดุมุงหลังคาควรเป็นกระเบื้อง หรือ คา
4. หลังคาสูง – เอน เช่น
- เพิงหมาแหงน
- เพิงหมาเหงนกลาย
- แบบจั่ว
- จั่ว 2 ชั้น
- จั่ว 2 ชั้นกลาย
พื้นคอก
การเตรียมคอก
ขุดดินออกไปทั้งหมด ให้ลึกประมาณ 90 เซนติเมตร ปรับขอบรอบๆ แล้วผสมวัสดุเหล่านี้ ใส่แทนดินที่ขุดออกไป วัสดุที่ใช้ได้แก่
- ขี้เลื่อย หรือ แกลบหยาบ 100 ส่วน
- ดินที่ขุดออก 10 ส่วน
- เกลือ 0.3 – 0.5 ส่วน
นำวัสดุเหล่านี้ คลุกเคล้าผสมกัน ลงไป 30 เซนติเมตร ใช้จุลินทรีย์ที่ได้จากการหมักพืช จุลินทรีย์เชื้อราขาวจากป่าไผ่ อัตราส่วน 2 ช้อนโต๊ะ ต่อน้ำ 10 ลิตร ราดลงบนวัสดุรองพื้น โรยดินชีวภาพเชื้อราขาวบางๆ ชั้นที่ 2 และ 3 ทำเหมือนชั้นแรก ชั้นสุดท้ายโรยแกลบดิบ ปิดหน้า หนึ่งฝามือ
การเตรียมหลุม และพื้นคอกหมูหลุม
อาหารและการให้อาหาร
- ถังน้ำ และรางอาหาร ควรตั้งไว้คนละด้าน เพื่อหมูจะเดินไปมาเป็นการออกกำลังกาย
การเริ่มต้นเลี้ยงสุกร เมื่อหย่านม จะเป็นการดีที่ฝึกวิธีการเลี้ยงแบบธรรมชาติ การให้อาหารให้เพียงวันละ 1 ครั้ง (ปรับตามความเหมาะสม)
อาหารที่ให้
ใช้พืชผักสีเขียว เป็นอาหารเสริม อาหารหมัก ใช้ผักสีเขียว หยวกกล้วย มะละกอดิบ ใบบอน วัชพืชต่างๆ ที่หมูชอบ สับผักเป็นชิ้นเล็กๆ คลุกน้ำตาลทรายแดง โดยหมักในอัตราส่วน 100 : 4 : 1 คือ ใช้พืช 100กิโลกรม : น้ำตาล 4 กิโลกรม : เกลือ 1 กิโลกรัม นำไปเลี้ยงสุกรโดยผสมปลายข้าว รำอ่อน ก็จะช่วยลดต้นทุนในการเลี้ยง
ขั้นตอนการเตรียม อาหาร และน้ำดื่ม สำหรับสุกร
1. น้ำดื่มสำหรับหมูหลุม
สำหรับ น้ำ 1 ถัง ( 20 ลิตร) ส่วนผสมน้ำดื่มให้สุกร
1. หัวเชื้อจุลินทรีย์ผัก หรือผลไม้ 2 ช้อนโต๊ะ
2. น้ำฮอร์โมน สมุนไพร 2 ช้อนโต๊ะ (เหล้าดองยา)
3. นมเปรี้ยว 2 ช้อนโต๊ะ
4. น้ำหมักแคลเซียม 2 ช้อนโต๊ะ
5. น้ำสะอาด 20 ลิตร
ผสมให้ดื่มเป็นประจำทุกวัน หากพื้นคอกสุกรแน่น หรือแข็ง ก็ใช้น้ำดังกล่าวราดบนพื้นคอก
จะทำให้เกิดกลิ่นหอม จูงใจให้สุกรขุดคุ้ยเป็นการกลับหน้าดิน ช่วยให้พื้นคอกร่วนโปร่ง มีอากาศถ่ายเท เกิดจุลินทรีย์มากมาย
2. การทำอาหารหมัก
วัสดุอุปกรณ์
1. ผักใบเขียวต่างๆ หยวกกล้วย ใบบอน พืชใบเขียว
2. ถุงพลาสติก
3. น้ำตาลทรายแดง
4. เกลือป่น หรือเกลือเม็ด
5. กระดาษสีขาว
6. เชือกฟาง
วิธีนำอาหารหมักไปใช้
ใช้อาหารหมัก 7 ส่วน ต่อ อาหารเม็ด 1 ส่วน ต่อรำ 2 ส่วน หรือ 7 : 1 : 2 ถ้าคิดเป็น 100 % (อาหารหมัก 70 % : อาหารเม็ด 15 % : รำ 15 % ) สามารถปรับได้ตามความต้องการของผู้เลี้ยง
การทำอาหารหมักจากพืช
อาหารหมักจากพืชที่ผสมเรียบร้อยแล้ว
3. การทำน้ำหมักผลไม้
วัสดุอุปกรณ์
1. ผลไม้สุก / ดิบ
2. น้ำตาลทรายแดง
3. ขวดโหล / ถัง / โอ่ง (สำหรับหมัก)
4. เชือกฟาง
5. กระดาษขาว

น้ำหมักผลไม้ และยาดองสำหรับเลี้ยงสุกร
วิธีทำ
1. เตรียมผลไม้ ควรเป็นผลไม้ที่สุกจัด หรือร่วงตกใต้ต้น เช่น มะม่วง องุ่น มะละกอ สับปะรด มะเฟือง กล้วย ฯลฯ ถ้ามีผลไม้ไม่พอก็สามารถเติมพืช อื่นเป็นส่วนประกอบได้ เช่น รากผักขม มันแกว มันเทศ แครอท มันสำปะหลัง พืชตระกูลแตง หัวผักกาด เป็นต้น หากผักหรือผลไม้ที่ใช้หมัก มีมากพอก็สามารถทำเป็น ชนิดเดียวกัน
2. ใช้ผลไม้หมัก 1 กิโลกรัม ต่อน้ำตาลทรายแดง 1 กิโลกรัม (ในฤดูร้อน) ส่วนในฤดูหนาวเพิ่มน้ำตาล ทรายแดง ½ กิโลกรัม (น้ำตาลทรายแดง 1 กิโลกรัม แบ่งเป็น 2 ส่วน ส่วนแรกผสมในผลไม้ และส่วนที่ 2 ใช้โรยหน้า)
3. ล้างภาชนะที่จะใช้หมัก และตากแดงให้แห้ง
4. ชั้นที่อยู่ก้นภาชนะให้วางเรียงวัตถุดิบเป็นชั้นๆ โรยน้ำตาลทรายแดงปิดทับเป็นชั้นๆ โรยน้ำตาลทราบแดงทับจนหมด (ให้เหลือที่ว่างห่างจากปากภาชนะ 1/3 ของความสูงของภาชนะ) จากนั้น ใช้น้ำตาลส่วนที่เหลือปิดทับด้านหน้าให้หนา เพื่อป้องกันอากาศ ควรใส่ผลไม้ที่มีความความหวานไว้ด้านล่าง โดยเรียงลำดับตามความหวาน ผลไม้ที่ให้ความหวานน้อยที่สุดให้ใส่ชั้นบนสุด ผลไม้ที่เป็นชิ้นเล็กๆ เช่นองุ่น ให้ใช้มือที่สะอาดบีบให้แตกขณะนำไปหมักในโอ่ง หรือภาชนะหมัก
6. คลุมปากภาชนะด้วยกระดาษขาว และมัดปากภาชนะด้วยเชือก
7. ในฤดูร้อน กระบวนการหมักใช้เวลา 4 – 5 วัน ส่วนในฤดูฝนกระบวนการหมักใช้เวลา 7 – 10 วัน ส่วนในฤดูหนาว จะใช้เวลาในการหมัก 10-15 วัน
8. เก็บภาชนะหมักไว้ในที่ร่ม และมีอากาศเย็น ไม่ให้ถูกแสงแดด ไม่ควรปิดภาชนะในระหว่าง
กระบวนการหมัก กำลังดำเนินการอยู่
วิธีการนำไปใช้
- ใช้น้ำหมักในอัตราส่วน 2 ช้อนโต๊ะ ต่อน้ำ 10 ลิตร
- ใช้พ่นกับพืชเมื่อเข้าสู่ระยะเปลี่ยนวัย ( เข้าสู่การออกดอกออกผล)
- รดพื้นคอก ผสมให้หมูกิน รดผัก
4. การทำน้ำแคลเซียม
วัสดุอุปกรณ์
1. กระดูก เปลือกไข่
2. น้ำซาวข้าว , น้ำมะพร้าว
3. ถังพลาสติก
4. เครื่องผลิตออกซิเจนใส่ตู้ปลา
5. น้ำตาลทราย
วิธีทำ
1. รวบรวมเปลือกไข่ นำไปตากแดดให้แห้ง แล้วนำมาบดให้ละเอียด
2. เปลือกไข่ 1 กิโลกรัม ต่อน้ำซาวข้าว 20 ลิตร
3. นำเปลือกไข่ที่บดละเอียดใส่ภาชนะ เติมน้ำซาวข้าว และน้ำ ทิ้งช่องอากาศอยู่ประมาณ
30 % เปิดฟองอากาศทิ้งไว้ ประมาณ 20 วัน จะเกิดฟองปฏิกิริยาขึ้นอย่างต่อเนื่อง
4. เมื่อใส่ออกซิเจนครบ 20 วันแล้ว ให้เติมน้ำตาล 1 กิโลกรัม ลงไป
วิธีนำไปใช้
- ใช้น้ำหมักแคลเซียมในอัตรา 2 ช้อน ต่อน้ำ 10 ลิตร
- ฉีดพ่น พืช ผัก
- ใช้ผสมในน้ำให้หมูกิน
- ใช้ผสมกับน้ำทะเล ในการรดผลไม้ในระยะออกผล เพิ่มความหวานให้กับผลไม้
5. การทำนมเปรี้ยว (โยเกิร์ต)
วัสดุอุปกรณ์
1. น้ำซาวข้าว
2. รำละเอียด
3. ถัง
4. ขวดโหล
5. นมสดพลาสเจอร์ไรด์ (นมจืด)
6. สายยาง
7. กระดาวข้าว
8. เชือกฟาง
วิธีทำ
1. นำน้ำซาวข้าวใส่ภาชนะที่มีความสูง 15 เซนติเมตร โดยให้เหลือพื้นที่ในภาชนะ 1/3 ส่วน สำหรับอากาศ นำกระดาษขาวปิด ผูกเชือก ใช้เวลาในการหมัก 5 – 7 วัน เก็บไว้ในที่มีอุณหภูมิประมาณ 20 – 25 องศาเซลเซียส แบคทีเรียจะเพิ่มปริมาณอย่างรวดเร็ว และมีกลิ่นเปรี้ยวออกมา
2. นำรำละเอียดโรยปิดหน้าน้ำซาวข้าวหมักทิ้งไว้ 2 วัน หลังจากนั้นใช้สายยางทำการลักน้ำออกมาใส่ภาชนะที่เตรียมไว้โดยไม่ให้มีตะกอนติดออกมาพร้อมกับน้ำที่ลักออกมา โดยใช้น้ำที่ได้ 1 ส่วน ต่อนมสดพาสเจอไรด์ ลงไป 10 ส่วน เติมน้ำตาลทรายแดงลงไป ½ กิโลกรัม ของวัตถุดิบทั้งหมด ใช้กระดาษปิด ผูกเชือกทิ้งไว้ 5 – 7 วันจึงนำไปใช้
วิธีการนำไปใช้
- ใช้นมเปรี้ยวในอัตรา 2 ช้อนโต๊ะ ต่อน้ำ 10 ลิตร
- ผสมให้หมูกิน
- รดพื้นคอก
6. การทำหมากฝรั่ง หมู
วัสดุอุปกรณ์
1. ไม้เนื้ออ่อน (ไม้กระถิน ฉำฉา ไมยาราบ)
2. ถังพลาสติก
3. กระสอบฟาง
4. เชือกฟาง
5. หัวเชื้อฮอร์โมนสมุนไพร
6. น้ำตาลทรายแดง
วิธีทำ
1. เตรียมไม้เนื้ออ่อน มาตัดเป็นท่อนๆ ยาวประมาณ 1 คืบ
2. เตรียมน้ำ 10 ลิตร ต่อ เหล้าสมุนไพร 2 –3 ช้อนโต๊ะ ต่อ น้ำตาลทราย
แดง ครึ่งกิโลกรัม ผสมให้เข้ากันแล้วนำไม้เนื้ออ่อนที่เตรียมไว้ลงมาแช่ ใช้กระสอบฟางปิดปากภาชนะไว้ แล้วใช้วัสดุที่หนักทับเพื่อให้ไม้จมน้ำตลอดเวลา
3. กระบวนการหมักใช้เวลา 10 – 15 วัน จึงใช้งานได้
วิธีการนำไปใช้
- โยนให้หมูกิน (นำท่อนไม้กลับมาใช้ใหม่ได้ 2 – 3 ครั้ง)
หมายเหตุ ยาดองเป็นชุด ตัวยารวมกัน 3 ตัวขึ้นจะดี
7. การทำเชื้อราขาวจากใบไผ่
วัสดุอุปกรณ์
1. กล่องไม้สี่เหลี่ยม สูง 10 เซนติเมตร กว้าง 30 เซนติเมตร ยาว 30 เซนติเมตร
2. ข้าวสุก 1 ลิตร
3. พลาสติก
4. ทัพพีตักข้าว
5. กระดาวขาว
6. เชือกฟาง
7. ตะแกรง
8. น้ำตาลทรายแดง
9. ขวดโหล
การเตรียมข้าวสวยเพื่อต่อเชื้อราขาว
เชื้อราขาวที่ได้การต่อจากใบไผ่
วิธีทำ
1. หุงขาวให้สุก ทำให้เย็น แล้วนำข้าวใส่ในกระบะ เกลี่ยให้ทั่วกระบะ
2. นำกระดาษขาวมาคลุมกระบะ แล้วมัดด้วยเชือกฟางให้แน่น
3. ขุดหลุม บริเวณใกล้ต้นไผ่ พอกับขนาดกระบะใส่ลงไปได้ นำพลาสติกคลุมลงไปตาม
ด้วยตะแกรง วางทับข้างบน แล้วจึงนำใบไผ่ปกคลุม ให้ทั่วกระบะไม้ รดน้ำให้รอบๆ
4. กระบวนการหมัก 4 – 5 วัน ในฤดูร้อน , ฤดูฝน 6 – 7 วัน จะได้จุลินทรีย์ราขาว
คลุมเต็มผิวหน้า
5. นำเชื้อราขาวที่ได้ มาผสมน้ำตาลทราบ แล้วปิดผาหมักไว้ 7 วัน
การนำไปใช้
- อัตรา 2 ช้อน / น้ำ 10 ลิตร
- รดพื้นคอก
- รดปุ๋ยหมัก
ประโยชน์จากการเลี้ยงสุกร แบบเกษตรธรรมชาติ (หมูหลุม)
1. ได้รับความรู้
2. มีรายได้เพิ่มขึ้น
3. นำปุ๋ยไปใช้ในการเกษตร
4. เผยแพร่ให้กับประชาชนสนใจ
5. เป็นตัวอย่างในการเลี้ยงหมูในเขตเทศบาล
6. เป็นแหล่งเรียนรู้ของชุมชน
หลักในการเลือกภาชนะ และวัสดุในการหมัก
1. ภาชนะบรรจุควรเป็นโอ่ง หรือ ไห ปากแคบ
2. สามารถถ่ายเทอากาศได้ดี
3. ขนาดไม่ใหญ่เกินไป
หมายเหตุ ควรเก็บไว้ในที่ร่ม ใช้น้ำตาลทราย ทำการหมัก จากผลไม้ที่ฉ่ำ ต้องใช้น้ำตาล
1 / 2 ของ น้ำหมักผลไม้
รายรับ – รายจ่าย การเลี้ยงหมูหลุม
(เริ่มเลี้ยงหมู ระหว่างวันที่ 5 พฤษภาคม 2548 – 20 กันยายน 2548)
ต้นทุนการเลี้ยงหมูหลุม
1. ลูกหมู 10 ตัว 11,500 บาท
2. อาหารสำเร็จรูป 12 ถุง 3,700 บาท
3. รำ 40 ถังๆละ 20 บาท 800 บาท
4. น้ำตาลทรายแดง 60 กิโลๆ ละ 14 บาท 840 บาท
5. เกลือ (3 ถุง 50 บาท) 6 ถุง 100 บาท
6. เหล้าขาว 6 ถุงๆละ 20 บาท 120 บาท
7. ยาดอง 2 ถุงๆละ 20 บาท 40 บาท
8. ค่าวัสดุ + อุปกรณ์ 965 บาท
ต้นทุน รวมทั้งสิ้น 18,065 บาท
รายรับ-จากการขายหมู
หมู 10 ตัว ตัวละ 66 กิโลกรัม ๆละ 43 บาท 28,380 บาท
หัก ต้นทุน 18,065 บาท
กำไรจาการขายหมู 10,315 บาท
บวก รายได้จากการขายปุ๋ย 50 กระสอบๆละ 20 บาท 1,000 บาท
รวม กำไรทั้งสิ้น 11,315 บาท
หมายเหตุ การเลี้ยงหมู ในครั้งนี้ ต้องเรียนรู้ วิธีการเลี้ยงหมู และอยากให้ชาวบ้านเห็นช่องทางอาชีพ โดยให้ชาวบ้านใกล้เคียงนำปุ๋ยไปใช้ ในการเกษตร ปลูกผัก และทำนา
ปัญหา
1. อาหารสำเร็จรูปแพง
2. การทำจุลินทรีย์บางอย่างไม่ค่อยได้ผล
3. อาหารหมักไม่เพียงพอ
4. อาหารหมักมีกลิ่นบูด
แนวทางแก้ไข
1. ใช้ส่วนผสมจากทางการเกษตรมาใช้ในการผสมอาหาร
2. ทดลองจนได้ผล และยึดหลักวิธีการที่ถูกต้องใช้ทำต่อไป
3. ใช้ผักสดผสมในการให้อาหาร
4. เติมน้ำตาล เพิ่มเพื่ออาหรหมักมีกลิ่นหอมและดี
ขอเสนอแนะ
1. ควรจัดให้มีจุดรับซื้อ และจำหน่าย สุกรแบบธรรมชาติ (หมูหลุม) ที่แน่นอน
2. ควรมีการตรวจสอบคุณภาพการเลี้ยงสุกรแบบธรรมชาติอย่างต่อเนื่อง
ก่อนเริ่มการเลี้ยงหมู ควรศึกษาหาความรู้เพิ่มเติม เรื่องต่อไปนี้
1. พันธุ์สุกร
2. ตลาด (ราคาซื้อ – ขาย)
3. วัตถุดิบทางการเกษตร
4. ศึกษาหาความรู้ตลอดเวลา
5. ช่างสังเกต จดบันทึก
สรุป
1. อย่าเน้นของถูก ห้ามซื้อ ตามขายเร่
2. ค่อยๆเลี้ยง อย่าใจร้อน
3. การบริหารจัดการดี
ข้อดีของการเลี้ยงหมูหลุม
1. ขี้หมูไม่เหม็น
2. ประหยัดค่าอาหาร 70 %
3. ให้อาหาร 2 มื้อ หรือ 1 มื้อ ตามผู้เลี้ยง
4. ให้ผักสด และพืชตลอดวัน
5. เศษอาหารจากที่เหลือ โรงครัว เพื่อนบ้าน
อาหารสุกร (เพิ่มเติม)
1. อาหารสุกรธรรมชาติที่ชาวบ้านเลี้ยงในอดีต ใช้วิธีหั่นหยวกกล้วย เก็บผักหญ้า
เศษอาหาร
2. จากการไปศึกษาเลี้ยงสุกรของเกษตรกรจีน เขาใช้เศษพืชผัก ยอดมันสำปะหลังสับ
เป็นชิ้นเล็กๆ คลุกน้ำตาลทราย หรือกากน้ำตาล หมักในถุงดำขนาดใหญ่ อัตราหมัก 100 : 4 ทิ้งไว้ 4 – 5 วัน ก็นำไปเลี้ยงสุกร โดยผสมปลายข้าว รำอ่อน ก็จะช่วยลดต้นทุน โดยไม่ใช้อาหารสำเร็จเลย
3. ผลการวิจัยของ ดร.สุริยา สานรักกิจ แห่งฝ่ายเทคโนโลยีชีวภาพ สำนักวิจัย
พบว่า เศษผักมี ปลอดสายพิษ 100 กก. หมักน้ำตาลทราบ หรือกากน้ำตาล 4 กก. และผสมเกลือ 1 กก. หมักในถุงดำไล่อากาศออก มัดปากถุงทิ้งไว้ 7 วัน จะได้ผักที่มีคุณภาพดี
4. อาจารย์ โช ฮาน คิว เจ้าตำราบอกว่า อาหารสุกรประมาณ 1 ใน 3 หรือ
ประมาณ 30 % ควรเป็นพืชสีเขียว ดิน IMO สามารถนำมาคลุกกับรำ และปลายข้าวนำไปผสมอาหารจากตลาดได้ครึ่งต่อครึ่ง อาจหมักกับหยวกกล้วย ที่สับเป็นชิ้นเล็กๆได้
5. การใช้สมุนไพรพื้นบ้าน ตากแห้งบดเป็นผงรวมกัน เช่น ฟ้าทะลายโจร ขมิ้น ไพล
ฝรั่งขี้นก ลูกใต้ใบ ใช้ผักบด 1 กก. ผสมอาหารแห้งทุก 100 กก.
หัวใจของการเลี้ยงหมูหลุม
ขยัน
ใจรัก
น้ำตาลทราย
ตรงต่อเวลา
ขอขอบคุณศูนย์บริการการศึกษานอกโรงเรียนอำเภอสูงเม่นเอื้อเฟื้อข้อมูล
โทรศัพท์ 0-54544-402 โทรสาร 0-54544-403
การเพาะเลี้ยงปลาหลดและการอนุบาลปลาหลด
ลักษณะทั่วไป
ปลาหลด ( Macronathus siamensis ) เป็นปลาน้ำจืดพื้นบ้านของไทยที่อาศัยอยู่ใน ห้วย หนอง คลอง บึง ตามแหล่งน้ำธรรมชาติ แพร่กระจายทั่วประเทศ เป็นปลาที่มีความอดทนสูง อาศัยในโคลนตมได้นาน ชอบอาศัยตามพื้นท้องน้ำ และฝังตัวอยู่ในทรายตอนกลางวัน มีนิสัยชอบหากินในเวลากลางคืนเป็นปลากินเนื้อ กินอาหารจำพวกตัวอ่อนแมลง หนอน ไส้เดือน สัตว์เล็กๆ และเศษเนื้อเน่าเปื่อย ปลาหลดมีรูปร่างคล้ายปลาไหล ปลายปากยื่นยาวและสามารถยืดหดได้ มีสีเทาและสีดำ ปากเล็ก ฟันเล็กและคม มีช่องเหงือกเปิดอยู่ใต้หัว
ปลาหลดเป็นที่นิยมรับประทานในรูปของปลาสด ตากแห้ง หรือทำเค็มโดยปกติจะมีการซื้อขายในตลาดเป็นจำนวนมากอยู่
ปัจจุบัน ปลาหลดที่มีจำหน่ายตามตลาดเป็นปลาหลดที่จับได้จากแหล่งน้ำธรรมชาติ ทำให้ปลาหลดเริ่มหายากมากขึ้น และมีราคาค่อนข้างสูงขึ้นกิโลกรัมละ 70 – 80 บาท (ตามท้องตลาดขายขีดละ 12 – 17 บาท) ในช่วงฤดูฝนจะหาซื้อได้ง่าย เมื่อพ้นระยะนี้ไปแล้วปลาหลดจะลดจำนวนลงเป็นอย่างมาก จะหาซื้อลำบาก ราคาค่อนข้างสูงโดยมีราคาประมาณ 120 – 200 บาท ด้วยเหตุดังกล่าว คณะผู้วิจัยจึงได้มีการศึกษาชีววิทยาของปลาหลดเป็นเบื้องต้น ศึกษาวิธีการสำหรับนำมาเพาะเลี้ยง หรือขยายพันธุ์ให้แพร่หลายยิ่งขึ้น เพื่อเป็นการเพิ่มพูนอาหารประเภทโปรตีน และยังเป็นรายได้แก่ผู้ประกอบการเลี้ยงปลาหรือจับปลาขายเป็นอาชีพอีกด้วย
โดย การส่งเสริมให้เกษตรกรสามารถทำการเพาะเลี้ยงปลาหลดได้อย่างมีประสิทธิภาพภาย ในชุมชนของเกษตรกรเองไม่ต้องเดินทางไปทำงานต่างถิ่น ช่วยให้สามารถมีรายได้และช่วยพัฒนาชุมชนที่อาศัยอยู่ ไม่ก่อให้เกิดปัญหาต่อชุมชน หรือชุมชนใกล้เคียงและทำให้ชุมชนมีความเข้มแข็ง ส่งผลให้ประเทศชาติมีการพัฒนาที่ดี
การเพาะพันธุ์
นำ ปลาหลดพ่อแม่พันธุ์ที่รวบรวมได้จากธรรมชาติ มาคัดเลือกพ่อแม่พันธุ์ที่มีความสมบรูณ์พร้อมที่จะผสมพันธุ์ ซึ่งมีข้อสังเกตได้ในตัวเต็มไว ดังนี้ คือ เพศเมียมีลักษณะลำตัวอ้วนป้อม และโตกว่าเพศผู้ลักษณะแตกต่างที่เห็นได้ชัด คือ ในปลาเพศเมียจะมีติ่งเพศ เมื่อบีบท้องแรงๆ จะมีติ่งเพศยื่นออกมา ในปลาเพศผู้จะไม่มีลักษณะดังกล่าว ลักษณะของช่องเพศ ปลาเพศเมียเมื่อถึงฤดูผสมพันธุ์จะมีเยื่อวุ้นปกคลุมช่องเพศ ท้องจะอูมเป่งและนิ่ม ช่องเพศและติ่งเพศจะขยายตัวมีสีแดงเรื่อๆ เพศผู้ ถ้ากดเบาๆ ตรงส่วนท้อง จะมีน้ำเชื่อสีขาวไหลออกมา เมื่อคัดเพศแล้วทำการผสมพันธุ์ โดยการฉีดฮอร์โมนกระตุ้นการวางไข่ ดังนี้
เพศเมีย ทำการฉีด 2 ครั้ง
ครั้งที่ 1 ใช้ซุปรีแฟกค์ (Superfact) ความเข้มข้น 25 ไมโครกรัม/กิโลกรัม ร่วมกับโมทีเลี่ยม (Motilium) 10 มิลลิกรัม/กิโลกรัม พักไว้ 6 ชั่วโมง แล้วจึงฉีดเข็มที่ 2
ครั้งที่ 2 ใช้ซุปรีแฟกค์ความเข้มข้น 50 ไมโครกรัม/กิโลกรัม ร่วมกับโมทีเลี่ยม 10 มิลลิกรัม
/กิโลกรัม
เพศผู้ทำการฉีดเพียงครั้งเดียว
โดยฉีดพร้อมเพศเมีย เข็มที่ 2 โดยใช้ซุปรีแฟกค์ความเข้มข้น 20 ไมโครกรัม/กิโลกรัม ร่วมกับโมทีเลี่ยม 10 มิลลิกรัม/กิโลกรัม
นำ พ่อแม่พันธุ์ที่ฉีดฮอร์โมนเรียบร้อยแล้ว ปล่อยพ่อแม่พันธุ์ลงในถังเดียวกันเพื่อให้ผสมพันธุ์กันเองตามธรรมชาติ โดยมีพู่ฟางไว้สำหรับให้ไข่ติด และแยกพ่อแม่พันธุ์ปลาหลดออกในตอนเช้า และนำไข่ไปพักในบ่อฟักต่อไป ลูกปลาหลดจะฟักออกเป็นตัวภายใน 40 – 48 ชั่วโมง
การอนุบาลลูกปลาหลด
การ อนุบาลลูกปลาหลดมีผู้ศึกษาไว้น้อยมากและศึกษามานานแล้ว ผู้วิจัยได้ทำการศึกษาพบว่าอาหารที่เหมาะสมสำหรับการอนุบาลลูกปลาหลดที่อายุ 1 – 14 วัน ควรให้ไรแดงจะมีการเจริญเติบโตและมีอัตราการรอดดีที่สุด หลังจากนั้นจะให้ไรแดง หนองแดง หรือไส้เดือนเป็นอาหาร
การเลี้ยงปลาหลด
การเลี้ยงปลาหลดสามารถเลี้ยงได้ทั้งในบ่อดินและบ่อซีเมนต์ หากเลี้ยงในบ่อซีเมนต์ควรมีขนาด 4 x 4 เมตร ความสูงประมาณ 50 – 70 เซนติเมตร ผิวบ่อฉาบให้เรียบ และทำให้ลาดเอียง ปริมาณครึ่งบ่อเพื่อให้ทรายปนดินเหนียวไว้ก้นบ่อ ใส่ผักบุ้งไว้ส่วนหนึ่งไม่ต้องมากนัก ความสูงของน้ำให้ท่วมบริเวณดินทราย ประมาณ 40 เซนติเมตร ปล่อยปลาขนาดความยาว 3 – 4 นิ้ว จำนวน 2,000 – 2,500 ตัว ควรวางโพรงไม่ไผ่หรือท่อน้ำเก่าๆ ให้ปลาได้หลบอาศัยในการเลี้ยงในบ่อดิน ต้องมีการเตรียมบ่อที่ดีเช่นเดียวกับการเลี้ยงปลาชนิดอื่น อาจมีการกันบนขอบบ่อโดยการใช้มุ้งเขียวล้อมรอบไว้ อาหารในการเลี้ยง คือ หอยเชอรี่ นำมาทุบแล้วสับให้ละเอียดนำไปวางไว้บริเวณชายพื้นรอยต่อทรายกับปูนซีเมนต์ กองไว้ให้อาหาร 2 – 3 วัน เมื่อเหยื่อเริ่มเน่า ปลาหลดจะเข้ามากิน และอาจกินตั้งแต่สดๆได้ พิจารณาดูว่าปลากินเหยื่อหมดใน 2 – 3 วันหรือไม่
อาหารปลาหลด
จะให้เหยื่อในการเลี้ยงเช่นเดียวกับปลาไหล คือ เหยื่อหลักดังนี้
1. หอยเชอรี่ นำมาทุบแยกเปลือกเนื้อหอยแล้วสับให้ละเอียด นำมาวางไว้บริเวณชายพื้นรอยต่อทรายกับผิวปูนซีเมนต์ กองไว้ให้อาหาร 2 – 3 ครั้ง เมื่อเหยื่อเริ่มเน่าปลาหลดจะเข้ามากิน และอาจกินตั้งแต่สดๆ ได้ พิจารณาว่าปลาหลดกินเหยื่อหมดใน 2 – 3 วันหรือไม่ ถ้าหมดควรเพิ่มให้ ถ้าเหลือควรลดลง พยายามอย่ากระทบกระเทือนปลาจะตกใจหนี
2. ไส้เดือน จะเป็นอาหารที่ปลาหลดโปรดปรานมากที่สุด เมื่อนำไส้เดือนให้ จะให้ช่วงเย็น – ค่ำ พอไส้เดือนเคลื่อนตัวตามผิวทราย ปลาหลด 1 ตัวจะกินไส้เดือน 1 – 2 ตัว ก็จะอิ่ม และมีลักษณะความสมบรูณ์ของตัวปลามาก เช่น ปลาจะอ้วน เกล็ดเป็นเงางาม
3. ระยะเวลาของการเลี้ยง ปลาหลดเป็นปลาที่จัดว่าโตเร็ว การเลี้ยงจะใช้เวลา 6 – 7 เดือน ก็จะได้ขนาดที่จำหน่ายประมาณ 30 – 40 ตัวต่อกิโลกรัม และอายุ 1 ปีขึ้นไปก็จะให้เป็นพ่อแม่พันธุ์ได้
จากคันไถกลับกลายเป็นควายเหล็ก
จากเคียวเล็กกลายเป็นรถเกี่ยวข้าว
จากเกษตรอินทรีย์เป็นเคมีอยู่ทุกคราว
จากได้ข้าวกลับได้หนี้บนผืนนา
ทั้งปูปลาเคยหากินกันได้
กลับต้องตายเพราะเคมีภัณฑ์นั่นแหละหนา
จากผืนดินที่สมบูรณ์กลับโรยรา
สายธาราเคยสดใสกลับไม่ดี
พลิกผืนนามาทำตามคำพ่อ
ให้เพียงพอชีวิตจะสุขี
เกษตรสวนผสมนี่แหละคือของดี
ทั้งชีวีชาวนาไทยจะยั่งยืน.
ที่มาจาก http://poem.mthai.com/view/981
1 ผักกวางตุ้งเป็นผักที่มีอายุสั้น ปลูกเพียง 35-45 วันก็สามารถเก็บรับประทานได้
2 อายุการเก็บเกี่ยวของผักกาดขาวปลีประมาณ 65-90 วัน ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับพันธุ์ที่ปลูก ข้อสังเกตุว่าถึงเวลาที่ต้องเก็บเกี่ยวแล้ว คือ ใบนอกแรกเริ่มแห้งและเข้าปลีแน่นพอสมควร
3 ผักกาดหอมห่อสามารถเก็บได้เมื่อปลูกเป็นเวลา 60-75 วัน
4 ผักกาดเขียวปลีเมื่อปลูกได้ 55-75 วัน ก็เก็บรับประทานได้
5 ผักชีเริ่มเก็บเกี่ยวเมื่อเริ่มมีอายุประมาณ 4-60 วัน
6 ผักบุ้งจีนหลังจากหว่านเมล็ดไปแล้วประมาณ 25-30วัน จะเก็บผักบุ้งรับประทานได้
7 อายุการเก็บเกี่ยว การเก็บเกี่ยวผักสลัด
เรดโอ๊ค อายุเก็บเกี่ยว 45-50 วัน
สลัดแก้ว อายุเก็บเกี่ยว 70 วัน
เรดลีฟ อายุเก็บเกี่ยว 45 วัน
บัตเตอร์เฮด อายุเก็บเกี่ยว 50 วัน
คอส อายุเก็บเกี่ยว 55 วัน
กรีนโอ๊ค อายุเก็บเกี่ยว 40 วัน
8 มะนาวจะให้ผลผลิต ได้ 2 ครั้งต่อปี ในครั้งแรกมะนาวจะออกดอก ช่วงระหว่างเดือนสิงหาคมไปจนถึงเดือนกันยายน และครั้งที่สอง คือ ช่วงระหว่างเดือนมกราคมไปจนถึงเดือนพฤษภาคม อายุของผลมะนาวที่นำมาใช้ประโยชน์ได้ นับตั้งแต่ออกดอกจนถึงเก็บเกี่ยวผลได้อยู่ในระหว่างประมาณ 4-5 เดือน
9 แตงกวา แตงร้าน บวบ และมะระ หลังปลูกโดยหยอดเมล็ด 20 ถึง 30 วัน จะเริ่มทยอยมีดอก ดอกเพศเมียจะพัฒนา เป็นผลต่อไป หลังจากดอกเพศเมียบาน 7 ถึง 10 วัน เริ่มทยายเก็บเกี่ยวผลอ่อน อายุเ็ก็บเกี่ยวหลังปลูก 30 ถึง 40 วัน ทำการเก็บเกี่ยวทุกวัน การเก็บเกี่ยวในช่วงเช้า จะให้น้ำหนักผลสูงสุด ช่วงเวลาเก็บเกี่ยว 30 ถึง 40 วัน ระยะเวลาปฏิบัติงาน 60 ถึง 80 วัน ส่วนบวบและมะระ อายุพืชหลังปลูก 40 วัน เริ่มทยอยมีดอกบาน หลังจากดอกเพศเมียบาน 15 ถึง 20 วัน เริ่มทยอยเก็บเกี่ยว อายุเก็บเกี่ยว 55 ถึง 60 วัน ช่วงเวลาเก็บเกี่ยว 40 ถึง 50 วัน ทำการเก็บเกี่ยวทุกวัน เก็บเกี่ยวในช่วงเช้า จะให้น้ำหนักผลสูงสุด เช่นเดียวกับ แตงกวา ระยะปลูก 80 ถึง 100 วัน
10 แตงโม และฟักทอง เก็บเกี่ยวผลแก่ ระยะเวลาปลูกนานกว่าผักวงศ์แตงอื่นๆ ดอกเริ่มทยอยบานหลังปลูก 50 วัน และเก็บเกี่ยวผลแก่หลังจากดอกเพศเมียบาน 40 ถึง 60 วัน เก็บเกี่ยว 3 ถึง 5 ครั้ง ทุกระยะห่างกัน 3 ถึง 5 วัน รวมระยะเวลาปลูก 100 ถึง 130 วัน
11 ผักกาดกวางตุ้ง คะน้าและผักกาดหัว นิยมปลูกโดยการหว่าน หรือหยอดเมล็ดโดยตรง หลังปลูก 15 ถึง 20 วัน หรือมี 1 ถึง 2 ใบ ทำการถอนแยก ให้มีระยะปลูกที่เหมาะสม และกำจัดวัชพืช อายุเก็บเกี่ยว 35 ถึง 60 วัน ช่วงเวลาเก็บเกี่ยว 10 ถึง 20 วัน ระยะเวลา ปฎิบัติงาน 40 ถึง 60 วัน ส่วนผักวงศ์กะหล่ำประเภทอื่นๆ ทำการเพาะกล้า อายุกล้า 20 ถึง 25 วัน หรือต้นกล้ามี 3 ถึง 5 ใบ เก็บเกี่ยว หลังย้ายปลูก 40 ถึง 70 วัน ช่วงเวลาเก็บเกี่ยว 10 ถึง 20 วัน ระยะเวลาดำเนินการ 60 ถึง 90 วัน พันธุ์เบาจะเก็บเกี่ยว ได้เร็วกว่าพันธุ์หนัก
12 ถั่วปลูกโดยการหยอดเมล็ด 3 ถึง 5 เมล็ดต่อหลุม หลังปลูก 30 ถึง 40 วัน เริ่มทยอยมีดอกบาน หลังจากดอกบาน 10 ถึง 15 วัน เริ่มทยอยเก็บเกี่ยวฝัก การเก็บเกี่ยวทำทุกๆ 1 ถึง 2 วัน อายุเก็บเกี่ยว 40-60 วันหลังปลูก ช่วงเวลาเก็บเกี่ยว 30 ถึง 50 วัน ระยะเวลาปลูก 75 ถึง 100 วัน
13 มะเขือนิยมเพาะกล้า แล้วย้ายปลูก อายุกล้า 25 ถึง 40 วัน หรือต้นพืชเมื่อมี 3 ถึง 5 ใบ มะเขือเทศมีอายุสั้นกว่าพริก และมะเขือ หลังย้ายปลูก 30 ถึง 40 วัน เริ่มทยอยมีดอกบาน และหลังจากดอกบาน 30 ถึง 40 วัน เริ่มทยอยเก็บเกี่ยวผลแรกๆ อายุเก็บเกี่ยว 75 ถึง 90 วัน หลังย้ายปลูก ช่วงเวลาเก็บเกี่ยวสำหรับมะเขือเทศ 30 ถึง 40 วัน ส่วนพริกและมะเขือ มีช่วงเวลาเก็บเกี่ยวนานกว่า 3 ถึง 6 เดือน
14 หอมหัวใหญ่ ปลูกโดยการเพาะกล้า เมื่อต้นกล้ามีอายุ 20 ถึง 30 วัน หลังเพาะเมล็ด จึงทำการย้ายปลูก อายุเก็บเกี่ยวหลังจาก ย้ายปลูก 90 ถึง 120 วัน เริ่มเก็บเกี่ยว รวมระยะเวลาปลูก 110 ถึง 150 วัน ส่วนผักวงศ์หอมประเภทอื่นๆ ปลูกโดยการใช้หัวพันธุ์ หอมแบ่งอายุเก็บเกี่ยว 40 ถึง 60 วัน ส่วนกระเทียม และหอมแดง มีอายุเก็บเกี่ยว 75 ถึง 150 วันหลังปลูก
15 คื่นช่าย ผักชี ผักกาดหอมใบ มีอายุเก็บเกี่ยว 40 ถึง 50 วัน
16 แครอทมีอายุเก็บเกี่ยว 90 ถึง 120 วันหลังปลูก
การปลูกไผ่เลี้ยง

พันธุ์ไผ่เลี้ยง
1.พันธ์หนัก เป็นพันธุ์ที่ให้ผลผลิตหน่อได้ปกติในช่วงฤดูฝน (มิถุนายน สิงหาคม) แต่ถ้าจะผลิตเป็นหน่อไผ่นอกฤดูหรือต้นฤดูฝน ผลผลิตที่ได้จะไม่คุ้มกับทุน 2.พันธุ์เบา เป็นพันธุ์ที่สามารถให้หน่อไผ่ ตกในช่วงฤดูฝน และสามารถผลิตเป็นหน่อไผ่นอกฤดูได้ดีมาก เพราะมีลักษณะเด่น คือ ถ้าได้น้ำ ได้ปุ๋ยแล้วจะให้หน่อทันที ถ้าเกษตรกรปลูกมีการบำรุงรักษาดี ผลผลิตก็ยิ่งจะเพิ่มมากขึ้น ฉะนั้น จึงขอแนะนำให้ผู้ที่จะปลูกไผ่เลี้ยงขายหน่อ ควรปลูกพันธุ์เบา

การคัดเลือกพื้นที่ปลูกสวนไผ่
สภาพพื้นที่ที่เหมาะสำหรับปลูกไผ่เลี้ยง ควรมีลักษณะเป็นดินร่วนปนทราย ถ้าเป็นดินเหนียว ดินโคกลูกรัง การเจริญเติบโต และการให้หน่อจะไม่ดี
การเตรียมดินปลูก
-ไถครั้งแตกด้วยรถไถผาน 3 ทิ้งไว้ประมาณ 1 2 สัปดาห์ เพื่อกำจัดวัชพืช
-ไถครั้งที่ 2 ด้วยรถไถผาน 7 เพื่อปรับสภาพดินให้ร่วนซุย เหมาะแก่การปลูกพืช


ระยะปลูก
สามารถปลูกได้หลายขนาด ขึ้นอยู่กับความเหมาะสมของการใช้เครื่องมือในการจัดการแปลงหลังปลูก
1.ระยะระหว่างต้น x ระหว่างแถว 2 x 4 ม. 1 ไร่ ปลูกได้ 200 ต้น
2.ระยะระหว่างต้น x ระหว่างแถว 4 x 4 ม. 1 ไร่ ปลูกได้ 100 ต้น
3.ระยะระหว่างต้น x ระหว่างแถว 4 x 6 ม. 1 ไร่ ปลูกได้ 66 ต้น
ที่เหมาะสมสำหรับเกษตรกรทั่วไป ควรปลูกระยะ 4 x 4 ม.
การปลูก
1.ปลูกด้วยตอชำถุง (มีค. กค.) ขุดหลุ่มขนาด 50 50 50 ซม. รองก้นหลุมด้วยปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมักประมาณ 1 ปุ้งกี๋ คลุกเคล้าเข้ากับดินลงในหลุมปลูก ฉีกถุงดำออกอย่าให้ดินแตก นำลงหลุมกลบดินให้แน่น แล้วรดน้ำสัปดาห์ละ 2 ครั้ง (ถ้าฝนไม่ตก)
2.ปลูกด้วยเหง้า หรือตอไผ่ที่ไม่ได้ชำถุง โดยขุดเหง้าหรือตอไผ่ แล้วนำไปปลูกทันทีด้วยการขุดหลุมเฉพาะ ไม่ต้องรองก้นหลุมด้วยปุ๋ยคอก ปลูกแล้วกลบดินให้แน่น รดน้ำให้ชุ่มสัปดาห์ละ 2 ครั้ง ช่วงที่เหมาะสมในการปลูกโดยวิธีนี้ คือ เดือน มค. เมย. เหมาะสำหรับผู้ที่มีแหล่งน้ำและสะดวกในการให้น้ำ
การดูแลรักษา
-ถ้าไม่มีฝนตกควรรดน้ำสัปดาห์ละ 2 ครั้ง
-กำจัดวัชพืชทำความสะอาดแปลงอย่าปล่อยให้หญ้าคลุม
-เมื่อไผ่ปลูกได้ 7 เดือน ควรตัดแต่งกิ่งและลำต้นที่เล็กออกให้เหลือไว้แต่ต้นที่มีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 3 5 ซม. แล้วพรวนดินรอบกอ ให้ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมัก กอละประมาณ 5 10 กก. คลุมโคนด้วยเศษหญ้า ใบไม้แห้ง หรือฟางข้าว เพื่อเก็บรักษาความชื้นในดิน ถ้ามีน้ำในไร่นาควรให้น้ำตลอดช่วงฤดูแล้ง เพื่อเร่งการเจริญเติบโต
-เมื่อไผ่มีอายุได้ 8 เดือน ขึ้นไป ก็จะสามารถให้หน่อและเพิ่มจำนวนต้นในแต่ละกอ เพื่อจะได้ปริมาณจำนวนต้นไว้ผลิตหน่อในฤดูต่อไป
เทคนิคการตัดแต่งกอและกิ่งไผ่
-หลักสำคัญในการตัดแต่งกิ่งไผ่ อยู่ที่ปีที่ 2 ซึ่งจะต้องตัดต้นที่แก่และยู่ชิดกันออก โดยใช้เลื่อยตัดแต่งกิ่งเฉพาะ จะสะดวกให้เหลือจำนวนต้นไว้ในแต่ละกอ ไม่เกิน 12 ตัน ต่อไป (การตัดแต่งควรตัดทุกปีอย่างต่อเนื่อง ปีละ 1 ครั้ง)
-ฤดูกาลที่เหมาะสมในการตัดแต่งกิ่ง คือเดือน ธค. มค.
-หลังตัดแต่งเสร็จให้ใส่ปุ๋ยคอก หรือปุ๋ยหมัก กอละประมาณ 15 20 กก. แล้วให้น้ำทันที เพื่อเร่งให้ได้ผลผลิตหน่อไผ่ช่วงต้นฤดู ซึ่งขายได้ราคาสูง
-ถ้าจะเร่งการออกหน่อ และเพิ่มผลผลิตให้มากยิ่งขึ้น ให้เสริมด้วยปุ๋ยเคมี สูตร 25-7-7 หรือ 46-0-0 กอละประมาณ 2 กำมือ โดยใส่รอบๆ กอ แล้วจึงกลบด้วยปุ๋ยคอกแล้วให้น้ำทันที ถ้าไม่มีน้ำให้ก็ต้องรอเก็บผลผลิตในฤดูฝนตามปกติ แต่ผลผลิตก็จะได้มากกว่า สวนที่ไม่มีการตัดแต่งใส่ปุ๋ยอย่างแน่นอน

การเก็บผลผลิตหน่อไผ่
-ขนาดความยาวของหน่อไผ่ที่เหมาะสม 40 50 ซม. หรือ ถ้าเห็นหน่อไผ่พ้นดินขึ้นมาให้รออีก 4-6 วัน ก็เก็บเกี่ยวได้
-ช่วงเดือนสิงหาคม ควรคัดเลือกหน่อที่มีลักษณะสมบูรณ์และแตกหน่อออกอยู่ห้างกอไว้เป็นลำต้นต่อไป
-ผลผลิตเฉลี่ยต่อไร่ 1,700 กก.
-รายได้เฉลี่ย 17,000 บาท/ไร่
การขยายพันธุ์ไผ่
การขยายพันธุ์ไผ่เลี้ยง ทำได้ 2 ลักษณะ
1.ขยายพันธุ์โดยการขุดเอาเหง้าของลำต้นไผ่ที่มีอายุ 1 ปี แต่ไม่ควรเกิน 1 ปีครึ่ง เมื่อขุดออกมาแล้วควรตัดให้เหลือตอไว้ประมาณ 40 ซม. และตัดแต่งรากออกพอประมาณ เพื่อสะดวกในการปักชำ ถุงที่เหมาะสมควรเป็นถุงดำขนาด 5 x 11 นิ้ว ขึ้นไป ส่วนผสมของดินบรรจุถุง คือ หน้าดิน 1 ส่วน และแกลบดำ 1 ส่วน ผสมคลุกเคล้า แล้วใส่ลงในถุงนำเหง้าไผ่ที่เรียมไว้ลงถุงกลบดินแกลบให้แน่น ตั้งถุงเรียงไว้กลางแจ้ง รดน้ำให้พอชุ่มอยู่ตลอดประมาณ 15 วัน ก็จะเริ่มแตกแขนง
ครบ 2 เดือน นำไปปลูกได้ ช่วงระยะเวลาที่เหมาะสมในการขยายพันธุ์ตามแบบที่ 1 คือ เดือน กพ. พค.
2.ขยายพันธุ์โดยการใช้เหง้า จากส่วนที่เป็นเหง้าของหน่อที่ถูกตัดไปขาย แล้วเหลือตอติดดินไว้แตกแขนงขึ้นมารอให้แขนงที่แตกมาใหม่ มีใบแก่ (แตกใบขิง) จึงขุดเหง้าพร้อมแขนงนี้มาชำถุง แต่ต้องตัดกิ่งแขนงส่วนบนออกให้เหลือติดเหง้าขึ้นไปยาวประมาณ 30 40 ซม. ใช้วัสดุชำเหมือนกับการขยายพันธุ์แบบที่ 1 ช่วงเวลาที่เหมาะสมในการชำแบบที่ 2 คือ ตั้งแต่เดือน พย. พค.

โรคและแมลงศัตรูไผ่
-โรค ยังไม่มีปรากฏที่ชัดเจน
-แมลงศัตรู
1.ด้วงเจาะหน่อไผ่ โดยทั่วไปยังไม่มีการระบาดถึงระดับเศรษฐกิจ
2.หนู กัดกินและทำลายหน่อไม้ เกษตรกรผู้ปลูกสามารถดูแลและควบคุมได้ และยังไม่มีการระบาดถึงระดับเศรษฐกิจ
ไผ่ออกดอกแล้วแห้งตาย (ไผ่เป็นขี)
-สาเหตุ เกิดจากเหล่ากอต้นพันธุ์มีอายุมาก ซึ่งการนำมาขยายพันธุ์ไม่ทราบว่ากี่ชั่วอายุแล้ว
-การแก้ไข ถ้าหากต้นที่ปลูกไปแล้วออกดอกให้ขุดทิ้งแล้วปลูกทดแทน
…………………………………………..
ไผ่เลี้ยง
ในเวปนี้ผมจะไม่กล่าวถึงรายละเอียดลักษณะของไผ่เลี้ยง เพราะสามารถค้นหาได้จากเวปอื่นๆ แต่จะเขียนถึงเรื่องจากประสบการณ์จริง ของตนเองและขออนุญาตหยิบยกเอาตัวอย่างมาจากท่านผู้ที่ปลูกไผ่จริงๆ มาเขียนให้อ่านกัน มีหลายคนกำลังสนใจอยากปลูกไผ่เลี้ยงกันมาก แต่หาข้อมูลได้ค่อนข้างลำบาก เวปนี้จึงสร้างขึ้นมาเพื่อคนที่สนใจอยากปลูกไผ่เลี้ยง และสำหรับผู้ที่ปลูกไผ่เลี้ยงได้มาแลกเปลี่ยนประสบการณ์กัน
ที่ผ่านมาเราได้เรียนรู้จากสวน 2 แห่งของเราเอง แห่งแรกไม่ประสบความสำเร็จ (สวน A) กับอีก 1 แห่งที่ประสบความสำเร็จเป็นที่น่าพอใจทีเดียว (สวน B) พอจะสรุปปัจจัยต่างๆ ที่สำคัญได้ดังนี้
1. สถานที่ปลูก
- ต้องอยู่ใกล้ๆ บ้าน เพราะจะดูแลได้สะดวก ไม่เสียค่าเดินทางไปดูแล หรือไม่ต้องเสียค่าจ้างดนงานเฝ้าสวน ป้องกันโดนลักขโมย
- ดินที่ปลูกมีหลายท่านบอกว่าดินอะไรก็ได้ ผมขอแนะนำเพิ่มเติมว่าควรเป็นที่ลุ่ม แต่น้ำไม่ท่วมขัง ยกตัวอย่างเช่น (สวน A) เป็นที่ติดภูเขา ดินดีแต่แห้งเร็วมากไม่อุ้มน้ำ (สวน B) อยู่ใกล้บ้าน เป็นดินลูกรัง แต่ปรับสภาพดินก่อนปลูก ด้วยการปลูกปอเทืองแล้วไถกลบ ต้นไผ่เจริญเติบโตดีมาก แต่ดินร่วนปนทรายน่าจะดีที่สุด
- ส่วนจะปลูกกี่ไร่ดีนั้นก็แล้วแต่ ที่ดิน เงินทุน ตลาด เวลาที่มีให้ มีบางท่านทำงานประจำแล้วปลูกเป็นอาชีพเสริม แต่ปลูกหลายสิบไร่ จะมีปัญหาคือไม่มีเวลาพอจะดูแลในช่วงฤดูกาลเก็บเกี่ยวผลผลิต แนะนำให้ปลูกเท่าทีเราดูแลได้ทั่วถึงครับ
2. แหล่งน้ำ ต้องเพียงพอตลอดทั้งปี ไผ่ต้องการน้ำไม่มาก แต่ให้บ่อยๆ จะให้ผลผลิตดี และเราจำเป็นต้องให้น้ำเพื่อทำไผ่นอกฤดู เช่น (สวน A) ก่อนปลูกขุดสระก่อนฤดูฝน แต่ปรากฎว่าแล้งมาก น้ำไม่เต็มสระ เลยจำเป็นต้องเจาะบาดาล และต้องใช้เครื่องเจาะขนาดใหญ่ เพราะใกล้ภูเขามีแต่ก้อนหิน ส่วน (สวน B) มีแหล่งน้ำตื้น เลยใช้เครื่องเล็กเจาะได้

3. ไฟฟ้า ไม่ว่าจะสูบน้ำจากสระ หรือจากบ่อบาดาล ไฟฟ้าจำเป็นมาก ประหยัดกว่าน้ำมันเยอะมากๆ (สวน a) 10 ไร่ ใช้น้ำมันใส่เครื่องยนต์เบนซินเพื่อปั่นไฟฟ้าให้ปั๊มซับเมิร์ทสูบน้ำบาดาล สูบประมาณ 6 ชม./วัน ค่าน้ำมันตก 350 บาท/ครั้ง (ช่วงนั้นเบนซิน 18 บาท/ลิตร) ตอนหลังเปลี่ยนเป็นเครื่องดีเซล (ควายเหล็ก) ติดไดนาโม ใช้น้ำมันตก 130 บาท / วัน เลยต้องรดน้ำช่วงแล้ง 3 วัน/ครั้ง ส่วน (สวน b) 3 ไร่ รดน้ำทุกวันเพราะคุณแม่ของผม แกปลูกผักแซมระหว่างต้นไผ่ เลยได้อาศัยน้ำรดทั้งไผ่ทั้งผัก ค่าไฟฟ้า ตกเดือนละ 200 กว่าบาท ทุกวันนี้ ย้ายแปลงผักออกมาปลูกนอกแปลงไผ่ ปลูกมากขึ้น ค่าไฟเพิ่มขึ้นไม่มากครับ
4. เงินทุน สำหรับจ่ายค่าต้นพันธุ์ ค่าไถ ค่าปลูก ค่าปุ๋ย อุปกรณ์ระบบน้ำ ปั๊มน้ำฯลฯ
5. ตลาด สวนควรอยู่ใกล้ตลาด เดินทางสะดวก สำรวจตลาดแถวบ้านก่อนว่ามีขายรึป่าว เดินไปถามแม่ค้าที่ตลาดก่อนหรือบางครั้งจะมีพ่อค้าคนกลางวิ่งมารับ แต่ก็ต้องอยู่ในแหล่งปลูกที่ให้ผลผลิตจำนวนมากเป็น 1,000 กิโล ถึงจะมารับ หากใครมีที่ติดถนนใหญ่เป็นทางผ่านก็แนะนำให้ขายเองริมถนนครับ ช่วงหน้าฝนราคาตกมากก็แปรรูป ยกตัวอย่างเช่น (สวน a) อยู่ไกลจากตลาด 30 กิโล ต้องเดินทาง ตั้งแต่ตี 5 เพื่อเก็บหน่อมาส่งตลาด ทั้งเหนื่อยตื่นเช้า และค่าน้ำมันรถที่แพงขึ้นทุกวัน ในขณะที่ (สวน b) อยู่ห่างจากบ้านแค่ 1กิโลเมตร ห่างจากตลาด 1.5 กิโลเมตร มีแม่ค้าและชาวบ้านแวะเวียนมาซื้อตลอด ไม่เคยมีปัญหาเรื่องตลาด มีแต่ปัญหาผลผลิตไม่พอขาย เนื่องจากสวนอยู่ใกล้ ลูกค้าจึงได้ของสดกว่าที่อื่นทุกวัน ทุกวันนี้จึงมีแม่ค้าขาประจำที่ต้องส่งหน่อไม้ให้ทุกๆ เช้า
………………………………………………………………………………………….
การปลูกไผ่เลี้ยง
เมื่อพิจารณาดูแล้ว ท่านพร้อมแน่นอนแล้ว เราก็มาเริ่มปลูกไผ่กันเถอะครับ มีสูตรมากมายหลายสูตร แล้วแต่ใครจะชอบ หาดูได้จากหนังสือหรือเวปอื่นๆ แต่ในที่นี้ ผมขอใช้สูตรที่ผมปลูกเองที่สวนครับ ผมจะไม่อธิบายอย่างละเอียด แต่จะบอกเฉพาะส่วนที่สำคัญ
1. เตรียมดิน ไถหยาบด้วยผาน 3 ตากแดดทิ้งไว้ สัก 15 วัน ไถละเอียดด้วยผาน 7 อีกครั้ง เป็นอันใช้ได้ หรือหากใครไม่รีบร้อน ไถผาน 3 แล้ว หว่านปอเทือง พอต้นโตออกดอกแล้ว ไถกลบด้วยผาน 7 เพื่อปรับสภาพดินก่อน จะดีมากเลยครับ แต่ควรเป็นช่วงฤดูฝน

2. ขุดหลุมปลูก ขนาดมาตรฐาน 30x30x50 หรือ 50x50x50 ซ.ม. (แนะนำว่าหากใครจ้างคนงานปลูกควรดูให้ดี ระวังมันจะหดเหลือ 20 ซ.ม. แทน) ระยะห่างระหว่างต้น ที่สวนผม 3×3 ม. แต่ผมว่ามันห่างไป 2.5×2.5 หรือ 2×3 ม. ก็พอ เพราะถ้าห่างมากต้นจะล้มเวลาลมพัดแรงๆ อยู่ที่เราต้องการปลูกเพื่ออะไร ถ้าเอาหน่อไม่ต้องปลูกห่าง ถ้าเอาลำต้นต้องปลูกห่างๆ ตอนปลูก ใส่ปุ๋ยคอกผสมหน้าดินลงไปด้วย 1-1.5 กิโล ถ้าใครไม่แน่ใจว่าดินแถวนี้มีปลวกเยอะรึป่าวก็แนะนำให้ใส่ยาฆ่าแมลงฟูราดานลงไปด้วย 1 ช้อนแกง
3. กิ่งพันธุ์ เรื่องนี้สำคัญมาก ควรไปดูกิ่งพันธุ์กันถึงแหล่งผลิต ผมเสียหายจากกิ่งพันธุ์ไปกว่า 1,000 ต้น ต้องซื้อกิ่งพันธุ์ถึง 4 แห่ง กว่าจะรู้ว่ากิ่งที่ดีนั้นเป็นอย่างไร แนะนำคร่าวๆ นะครับ กิ่งพันธุ์ที่ดีต้องเป็นกิ่งที่ได้จากเหง้าหนุ่มๆ ไม่แก่เกินไป ลำต้นแข็งแรง แตกใบหรือแตกหน่อแล้ว และไม่ทำทิ้งไว้นานเกินไป อาจจะมีปัญหารากขดได้ บางเจ้ามีออเดอร์มากผลิตไม่ทัน ก็เสียบต้นพันธุ์ใส่ถุงแล้วขนมาส่งเลย ไม่รอให้รากติดก่อน ตายตั้งแต่พักต้นรอปลูก เรื่องการขนส่งก็สำคัญ เราควรไปดูตอนขนขึ้นรถด้วย ครั้งแรกผมเจอวางทับๆ กันมา เละหมดครับ ตายไปประมาณ 1,000 ต้น การปลูกให้วางต้นกล้าเท่าระดับดินเดิมแล้วพูนดินบริเวณโคนต้นสูงขึ้นเล็กน้อยเผื่อดินยุบตัว

4. ติดตั้งระบบน้ำ หากสวนเล็กๆ ก็ไม่ต้องครับ ใช้สายยางรดก็ได้ หากสวนใหญ่ก็วางระบบน้ำง่ายๆ
สายยาง PE หัวฉีดสเปรย์ บางแห่งที่มีน้ำมากพอก็ใช้วิธีขุดร่องน้ำระหว่างต้นแล้วปล่อยน้ำเข้าไป ประหยัดค่าอุปกรณ์ได้มากทีเดียว ช่วงปีแรกต้องรดน้ำตลอด เพราะต้นไผ่ยังไม่แข็งแรง หลังจากนั้นก็รดตามช่วงเวลาที่ต้องการผลิตหน่อนอกฤดู

5. การดูแล กำจัดหญ้า ผมใช้เครื่องตัด ไม่ใช้ยาฆ่าหญ้า เราอยากให้ที่นี่เป็นสวนเกษตรปลอดสารพิษ นอกนั้นก็มีการใส่ปุ๋ยคอก ปุ๋ยอินทรีย์ ชีวภาพ บางท่านใส่เดือนละครั้ง บางท่านใส่ ปีละครั้ง แล้วแต่สะดวกครับ ผมว่าต้นไม้ก็เหมือนคน กินน้อยไปก็ผอมแห้งแรงน้อย กินมากไปก็อ้วน เสียค่าอาหารเยอะ กินแต่พอดีจะได้แข็งแรงสมบูรณ์ ถ้าหากอยู่ใกล้ป่าต้องทำแนวกันไฟด้วย ระยะห่าง 5-6 เมตร (สวน a) โดนมาแล้ว ตายไป 20 กว่าต้น
6. ปลูกพืชแซม หรือปลูกเสริม เพิ่มรายได้ ผักสวนครัวต่างๆ ขายได้ทุกวัน (สวน b) อยู่ใกล้ๆ บ้าน คุณแม่ท่านจะเดินไปดูแลเก็บผักขายได้เกือบทุกวัน เป็นรายได้เสริมอีกทางหนึ่ง แต่ที่ได้มากกว่านั้นคือสุขภาพครับ เมื่อก่อนแกป่วยบ่อย เดี๋ยวนี้แข็งแรงขึ้นเยอะ

7. เก็บเกี่ยวผลผลิต ใช้ระยะเวลาประมาณ 6-8 เดือนหลังการปลูก ก็เก็บหน่อได้แล้วครับ ขึ้นอยู่กับน้ำที่รดว่าเพียงพอหรือไม่ เก็บหน่อได้ตั้งแต่เดือนมีนาคมถึงสิงหาคม แล้วจะพักต้น ก่อนฤดูฝนได้ผลผลิตเฉลี่ยไร่ละ 5-6 กิโล/ไร่/วัน พอในฤดูฝน ได้เฉลี่ย 8-10 กิโล/ไร่/วัน คาดว่าปีต่อไปจะให้ผลผลิตเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ นอกฤดู(มี.ค.-เม.ษ.) ราคาดีเริ่มที่กิโลละ 40 บาท แล้วลดลงเรื่อยๆ จนเหลือประมาณ 5 บาทครับ ก็เริ่มแปรรูปได้แล้ว

ตารางการทำงานสวนไผ่
เดือนธันวาคม-เดือนมกราคม เริ่มตัดแต่งกิ่ง ใส่ปุ๋ยคอก ปุ๋ยหมัก และให้น้ำอย่างสม่ำเสมอ
เดือนกุมภาพันธุ์-เดือนเมษายน ขยายพันธุ์ไผ่เลี้ยง แทงเหง้ามาชำ
เดือนมีนาคม-สิงหาคม เก็บหน่อไม้ส่งขายตลาด และแปรรูปเก็บไว้ขายช่วงฤดูหนาว
เดือนกันยายน-พฤศจิกายน พักต้น
……………………………………………………………………
ลงทุนเท่าไหร่?
สวนแต่ละแห่งมีต้นทุนไม่เท่ากัน นี่เป็นตัวอย่างการลงทุนของสวนไผ่อิงภู (สวน a) ซึ่งขณะนี้ค่าน้ำมันขยับขึ้นมาเกือบเท่าตัว จึงไม่สามารถอ้างอิงราคาเดิมได้
- ค่ากิ่งพันธุ์ ประมาณ 25-35 บาท แล้วแต่แหล่งผลิต จำนวน และการต่อรอง
- ค่าไถ (ผาน 3) ไร่ละประมาณ 350 บาท (ผาน 7) ไร่ละประมาณ 300 บาท (แล้วแต่ราคาน้ำมัน)
- ค่าปลูก ประมาณหลุมละ 5 บาท ที่สวนผม 1,700 ต้น (ปลูกเองดีกว่า)
- ค่าอุปกรณ์ระบบน้ำ ที่สวนผมใช้หัวสเปรย์เล็กๆ ท่อพีวีซี สายพีอี รวมปั๊มชัก (สูบน้ำจากสระ) สำหรับ 10 ไร่ หมดไป 33,000 บาท (แบบประหยัดแล้ว)ไม่รวมค่าติดตั้ง ถ้าใครวางท่อได้เองก็ประหยัดไปอีกหลายบาท
- แหล่งน้ำ ถ้ามีแหล่งน้ำอยู่แล้ว จะ ประหยัดค่าขุดสระหรือเจาะบาดาลไปอีกเยอะ (เจาะบ่อใหญ่ 5-6 หมื่นบาท บ่อเล็ก 5-8 พัน)
- ค่าปุ๋ยคอก ตลอดทั้งปี 10 ไร่ ใช้ไปประมาณ 400 ถุงปุ๋ย ถุงละ 15 บาท ส่งให้ถึงที่ แนะนำให้ไปขนเอง 10 บาท (ได้เยอะกว่าด้วยเพราะเค้าไม่มัดปากถุง) หรือจะซื้อปุ๋ยอินทรีย์ชีวภาพ พวกปุ๋ยขี้ไก่อัดเม็ดก็สะดวกดี
- เครื่องสูบน้ำ ถ้าหากไม่มีไฟฟ้า ก็จะมีค่าเครื่องสูบน้ำพวกคูโบต้า ยันมาร์ ซึ่งประหยัดกว่าเครื่องเบนซินมาก แต่แพงกว่าไฟฟ้าเยอะมากเหมือนกัน ค่าเครื่องยนต์มือสองประมาณ หมื่นกว่าบาท ถ้าใหม่ป้ายแดงก็หลายหมื่น ถ้ามีไฟฟ้าก็เสียแค่ค่าปั๊มไม่กี่พัน ถ้าเจาะบาดาลก็เสียค่าปั๊มซับเมิร์ท หมื่นกว่าบาท
- ค่าแท้งค์สูง เพื่อเก็บน้ำ กรณีที่สูบน้ำบาดาลเพื่อยืดอายุปั๊มน้ำ และเพิ่มแรงดันน้ำ ประมาณ 1-3 หมื่นแล้วแต่ขนาด (สีดำ 1,500 ลิตร 4,000 บาท แต่ไม่ค่อยดี ใช้แค่ 2 ปี ก็รั่วแล้ว แนะนำให้ใช้ถังน้ำสีน้ำเงิน 2,000 ลิตร 6,000 บาท ค่าขาตั้งสูง เหล็ก 8,000-20,000 บาท แต่ถ้ามีเสาไม้ ทำเองประหยัดกว่าเยอะ)
- ค่าไฟฟ้า หรือ ค่าน้ำมัน ผมลองคิดเฉลี่ยดู ถ้าพื้นที่ 10 ไร่ ค่าไฟฟ้าเฉลี่ยประมาณวันละ 22 บาท (ใช้ปั๊มซับเมิร์ทสูบน้ำบาดาล) ถ้าค่าน้ำมัน(ดีเซล) ตกวันละ 100-130 บาท (18 บาท/ลิตร) (ช่วงเร่งเอาหน่อนอกฤดู ต้องรดน้ำเกือบทุกวัน)
- ค่าอุปกรณ์ เช่น เครื่องตัดหญ้า กรรไกรแต่งกิ่ง ฯลฯ
- ค่าคนงาน ตัดหญ้า แต่งกิ่ง ค่าคนงานเฝ้าสวน ในส่วนนี้หากใครทำเองได้ก็ประหยัดไปเยอะปีละหลายตังส์ทีเดียว
- ค่าเดินทางครับ ถ้าสวนอยู่ไกล จะไม่คุ้มกับค่าเดินทางไปดูแลและนำผลผลิตออกมาขาย ถึงแนะนำว่าควรอยู่ใกล้ๆ บ้าน
- สรุปแล้ว ให้กลับไปอ่าน 5 ข้อ ด้านบนก่อนตัดสินใจครับ ถ้าดูแลเอง ทำเองได้ทั้งหมดและมีวัสดุอุปกรณ์ต่างๆ พร้อมอยู่แล้ว จะดีมาก ถ้าพร้อมแล้วก็ลุยกันเลย
ตอนที่ 3 การผลิตปุ๋ยหมักน้ำ เมื่อเราสร้างโรงงานผลิตปุ๋ย (หมักขยายเชื้อจุลินทรีย์จนได้ที่แล้ว) คราวนี้ก็ถึงทีที่จะเดินเครื่องผลิตอาหารเลี้ยงดิน เพื่อให้ดินเลี้ยงพืชของเราต่อครับ อาหารเลี้ยงดินที่เราจะผลิต และใช้กับพืชผลของเรา มีอยู่ 2 ชนิด ที่จำเป็น และเราจะต้องใช้ร่วมกัน คือปุ๋ยหมักแห้ง และปุ๋ยหมักน้ำ ความถี่และปริมาณของการให้อาหารจะขึ้นอยู่กับประเภทของพืช เช่น – ไม้ผล จะให้ปุ๋ยหมักแห้งเดือนละ 1 ครั้ง ปริมาณ 1 – 2 ก.ก. และรดปุ๋ยหมักน้ำ 1 – 2 สัปดาห์ต่อ 1 ครั้ง นอกจากนั้น รดด้วยน้ำธรรมดา และอาจจะฉีดพ่น ใบ ลำต้น ด้วยน้ำส้มควันไม้(มีฮอร์โมนพืช) สลับกับน้ำหมักเปลือกกุ้ง กากปู(มีสารไคโตซาน) 1 – 2 เดือนต่อครั้ง – ผักอายุสั้น อาจจะให้ปุ๋ยหมักแห้งสัปดาห์ละครั้ง แต่ปริมาณน้อยๆ และรดปุ๋ยหมักน้ำทุกวัน(ผสมเจือจางมากๆ) สิ่งสำคัญก็คือการสังเกต เรียนรู้ หมั่นทดลอง ของเรานะครับ เพราะว่าการทำเกษตรไม่มีสูตรสำเร็จตายตัว และยังมีตัวแปรที่เกี่ยวข้องอีกมากมาย ขอเริ่มภาคทฤษฎี ว่าด้วยการทำปุ๋ยหมักน้ำ ก่อนนะครับ…….. วัตถุดิบที่นำมาผลิตเป็นปุ๋ยหมักน้ำ หลักๆ จะมีอยู่ 2 กลุ่ม กลุ่มแรก ได้แก่ พืชสด…..โปรดฟังอีกครั้งหนึ่ง….พืชสด….. นะครับ ซึ่งแบ่งเป็นประเภทได้อีก 7 ประเภท ตาม รส และกลิ่น ของพืชสดที่ใช้ สรรพคุณของน้ำหมักที่ได้ก็จะต่างกันไปตามคุณสมบัติแต่ละประเภท…….ส่วนพืชแห้งไม่เหมาะที่จะนำมาทำปุ๋ยหมักน้ำนะครับ เหมาะที่จะนำไปทำปุ๋ยหมักแห้งมากกว่า 1. พืชรสจืด ได้แก่ ผักบุ้ง ผักตบชวา บัว ผักกะเฉด จอก แหน ผักต่างๆ ที่บริโภคในครัว และ ฯลฯ อีกมากมายครับ สรรพคุณ ปรับสภาพดิน ช่วยล้างพิษตกค้างในดิน บำรุงดิน ใช้ในการบำบัดน้ำเสีย 2. พืชรสขม ได้แก่ บอระเพ็ด ฟ้าทะลายโจร ลูกใต้ใบ ขี้เหล็ก มะระ และ ฯลฯ อีกมากมายครับ สรรพคุณ สร้างภูมิคุ้มกันให้กับพืช หรือใช้ผสมน้ำดื่มให้สัตว์เลี้ยงจะทำให้สัตว์เลี้ยงสุขภาพดีขึ้น กลิ่นมูลสัตว์ลดลง 3. พืชรสฝาด ได้แก่ กล้วยดิบ เปลือกผลมังคุด เปลือกแค หมาก และ ฯลฯ อีกมากมายครับ สรรพคุณ ช่วยป้องกันเชื้อรา 4. พืชรสเมาเบื่อ ได้แก่ กลอย สะเดา สแยก(สะ-แหยก) ผักคูน หางไหลแดง น้อยหน่า ยาฉุน และ ฯลฯ อีกมากมายครับ สรรพคุณ ไล่แมลงศัตรูพืช 5. พืชรสหอมระเหย ได้แก่ ขิง ข่า ตะไคร้ กระเพรา ชะพลู มะกรูด โหระพา กานพลู ยูคาลิปตัส และ ฯลฯ อีกมากมายครับ สรรพคุณ ยกเว้นไม่ควรทำใช้งานนะครับ ยิ่งเป็นสวนไม้ผลยิ่งอันตรายครับ เพราะกลายเป็นดึงดูดแมลงวันทองให้เข้ามาหาครับ 6. พืชรสเผ็ดร้อน ได้แก่ พริก ดีปลี เครื่องแกง และ ฯลฯ สรรพคุณ ไล่แมลง ทำให้แมลงแสบร้อน ระคายผิว 7. พืชรสเปรี้ยว ได้แก่ ตะลิงปิง มะเฟือง มะนาว มะม่วง(เปรี้ยว) มะไฟ และ ฯลฯ อีกมากมายครับ สรรพคุณ มีฤทธิ์เป็นกรดทำให้ไข่ของแมลงฝ่อ หรือตัวอ่อนฝ่อไม่สามารถเติบโตได้ กลุ่มที่สอง ได้แก่ สัตว์ หรือผลิตผลจากสัตว์ ที่นิยมนำมาทำปุ๋ยหมักน้ำ ได้แก่….. 1. ปลา ทั้งปลาน้ำจืด และปลาทะเล จะได้ทั้ง โปรตีน กรดอะมิโน ธาตุอาหารหลัก ( N, P, K) ธาตุอาหารรอง (แคลเซี่ยม, โบรอน, สังกะสี, ทองแดง ฯลฯ ครบครัน) 2. เปลือกกุ้ง กากปู ……. นอกจากธาตุอาหารหลัก และธาตุอาหารรองครบครันแล้ว ยังได้สารไคโตซาน ช่วยสร้างภูมิคุ้มกันให้พืชอีกด้วย 3. หอย เช่น หอยเชอรี่จากในนาข้าว หอยทากจากในสวน เป็นการพลิกวิกฤติเป็นโอกาส นอกจากลดจำนวนประชากรศัตรูพืชแล้ว ยังได้ปุ๋ย โปรตีน แคลเซี่ยม ไว้ใส่ต้นไม้อีก……. วิธีการทำปุ๋ยหมักน้ำ ก่อนอื่นก็ต้องมีถังหมัก ต้องใช้ถังแบบมีเข็มขัดรัดฝาเหมือนกับถังหมักขยายเชื้อจุลินทรีย์นะครับ แต่คราวนี้เลือกขนาดถังตามใจชอบเลยนะครับ ขอแค่ตรวจสอบดูว่าเป็นถังแบบที่ล็อคฝาได้แน่นหนาพอสมควร (มีถังใส่สารเคมีในโรงงานแบบเป็นผง เข็มขัดจะรัดฝาได้ไม่แน่น และฝาไม่ค่อยแข็งแรง ร้านค้าจะขายในราคาถูกกว่าถังบรรจุของเหลวมาก ไม่แนะนำให้ใช้นะครับ…….ใช้แบบถังบรรจุของเหลวดีกว่า) อัตราส่วนผสม…….ตัวเลขนี้สำหรับถัง 20 ลิตรนะครับ ถ้าใช้ถังใหญ่กว่านี้เช่นถัง 60 ลิตร ก็คูณ 3 เข้าไปได้เลยครับ 1. พืชชนิดที่ต้องการหมัก…….สับ, ตำ, หั่น, ปั่น ให้ละเอียดที่สุดเท่าที่จะทำได้……. หนัก 3 กิโลกรัม ให้แยกชนิดพืชทั้ง 7 ประเภท ไม่ควรนำมาหมักรวมกันนะครับ เพราะสรรพคุณจะลดลง ในกรณีพืชรสจืดจากผักก้นครัวอาจจะอนุโลมหมักผักกาด รวมกับคะน้า รวมกับผักบุ้ง รวมกับผักเหลียง ได้นะครับ…… แต่ให้แยกพริก มะกรูด โหระพา สะระแหน่ กระเพรา ออก……. 2. กากน้ำตาล หรือน้ำตาลทรายแดง หนัก 1 กิโลกรัม กากน้ำตาลจะราคาถูก แต่ต้องใช้เวลาหมักนานกว่า….ต้องหมักไว้ 3 เดือนเป็นอย่างน้อย เพื่อให้สารทาร์ ในกากน้ำตาลลดความเป็นพิษลงจนปลอดภัยต่อพืช จึงจะนำไปใช้ได้….ถ้าใช้น้ำตาลทรายแดง หมักไว้ประมาณ 1 เดือนก็สามารถนำไปใช้ได้แล้วครับ……แต่หลังจากพ้นระยะปลอดภัยไปแล้ว ยิ่งหมักไว้นานยิ่งดีครับ…… 3. หัวเชื้อจุลินทรีย์(ที่หมักขยายไว้แล้ว) 1 ลิตร 4. น้ำสะอาด 10 ลิตร วิธีการหมัก 1. เทน้ำสะอาด กากน้ำตาล และหัวเชื้อจุลินทรีย์ ลงในถังคนให้กากน้ำตาลละลายน้ำให้หมด……ถ้าให้ดี ใช้มือล้วงลงไปตรวจสอบที่ก้นถังด้วยนะครับ เพราะกากน้ำตาลละลายน้ำยากเหมือนกัน 2. นำพืชที่ต้องการหมักใส่ลงไปในถัง คนให้ทั่ว และกดให้พืชจมน้ำให้หมด สังเกตว่าจะมีช่องว่างเหนือผิวน้ำถึงฝาถังประมาณ 20 % อย่าหมักจนเต็ม หรือเกือบเต็มถังนะครับ 3. ปิดฝาถัง ล็อคให้สนิท เก็บไว้ในที่แห้ง เย็น ไม่โดนแสงแดด ทิ้งไว้สัก 3 เดือนก่อนนะครับ 4. ระยะแรกๆ คอยเปิดฝาถังดู สัก 3 – 5 วัน/ครั้งนะครับ เพราะพืชจะลอยขึ้นเหนือน้ำ ต้องคอย คน และกดให้จมน้ำอยู่เสมอๆ ผ่านไปสักเดือนก็จะจมหมดเองแหละครับ คราวนี้ก็ปล่อยได้เลย หมายเหตุ ถ้าหมักกลุ่มที่ 2 (เนื้อสัตว์ หรือผลิตภัณฑ์จากสัตว์) ก็ใช้วิธีเดียวกันกับพืชครับ……..แต่ต้องเพิ่มกากน้ำตาลเป็น 3 กิโลกรัม เท่านั้นเอง ถ้ากากน้ำตาลน้อยจะมีกลิ่นเหม็น + มีหนอนครับ น้ำหมักเหล่านี้เป็นอาหารทางด่วน ทางใบที่ดีอีกอย่างหนึ่งด้วยนะครับ มียกเว้นพืชประเภทหนึ่งครับ คือ สะระแหน่……ครับ…..ไม่ชอบน้ำหมักครับ รดเมื่อไหร่ก็เดี้ยงเมื่อนั้นครับ…….แต่ชอบน้ำล้างปลา มากๆ ครับ การจะรด หรือฉีดพ่นน้ำหมักรสเมาเบื่อ ควรจะดูเวลาแมลงด้วยนะครับ……..ส่วนใหญ่จะมาตอนเช้ามืด นะครับ….เราก็ฉีดเสียตั้งแต่ 4 – 5 นาฬิกา นะครับ ส่วนภาคปฏิบัติ….เดี๋ยวค่อยว่ากัน..ครับ….
(โบกาฉิ) เลยเอาข้อมูลมาให้ศึกษาครับ 

วิธีทำ โบกาฉิ
.
โบกาฉิ หมายถึง วิธีการนำอินทรียวัตถุมาหมักกับ EM แบบไร้อากาศ โดยใช้วัสดุได้หลากหลายตามจุดประสงค์ที่ต้องการนำไปใช้งาน เช่น ใช้ทำปุ๋ย ใช้ผสมอาหารสัตว์ ใช้หมักเศษอาหาร ฯลฯ
ตัวอย่างโบกาฉิใช้ทำปุ๋ย
ส่วนผสมส่วนที่ 1
1.มูลสัตว์แห้ง 1 ส่วน
2.แกลบ 1 ส่วน
3.รำละเอียด 1 ส่วน
* ใช้อินทรียวัตถุที่มีอยู่ในท้องถิ่นได้ ในอัตราส่วน สัตว์กับพืช 1 : 1 – 1 : 3
ส่วนที่ 2
1.EM 10 ช้อนแกง
2.กากน้ำตาล 10 ช้อนแกง
3.น้ำสะอาด 10 ลิตร
วิธีทำ
1.ผสมมูลสัตว์ กับแกลบ แล้วรดด้วยส่วนผสมที่ 2 คลุกเคล้าให้เข้ากัน
2.นำรำละเอียดมาผสมคลุกเคล้าให้เข้ากัน วัดความชื้นประมาณ 30 – 40% (ใช้มือกำส่วนผสมบีบแน่น แบมือออกจะเป็นก้อนพอดี)
3.นำไปหมัก
วิธีหมัก มีหลายวิธี เช่น
1.บรรจุถุงปุ๋ย 3/4 ถุง มัดปากถุงแน่น วางราบบนไม้รอง หมักไว้ไม่น้อยกว่า 7 วันจนแห้งสนิท นำไปใช้ได้
2.บรรจุถัง อัดแน่นจนเต็มถัง ปิดแน่น หมักไว้ 10 – 15 วัน นำไปใช้ได้
bokashi product
โบกาฉิ( ปุ๋ยอินทรีย์ชีวภาพ) ตราโตตโต
วิธีทำ EM ball (ดังโงะ)
.
เพื่อการบำบัดน้ำเสียในแหล่งน้ำที่มีโคลนตะกอน หรือน้ำไหล หรือน้ำลึก ให้ได้ผลดีกว่าการใช้ EM ขยาย หรือจะใช้ทั้ง EM ball และ EM ขยาย ร่วมกันก็จะได้ผลดียิ่งขึ้น
ส่วนผสม ส่วนที่ 1
1.รำละเอียด 1 ส่วน
2.แกลบป่น หรือ รำหยาบ 1 ส่วน
3.ดินทราย 1 ส่วน
* ใช้ โบกาฉิ แทนส่วนที่ 1 หรือใช้โคลนตะกอน แทนดินทรายได้
ส่วนที่ 2
1.EM 10 ช้อนแกง
2.กากน้ำตาล 10 ช้อนแกง
3.น้ำสะอาด 10 ลิตร
* ใช้ EM ขยาย หรือ EM หมักน้ำซาวข้าว หรือ EM5 ผสมร่วมกันหรือใช้แทน EM กับกากน้ำตาลได้
วิธีทำ
1.ผสมส่วนที่ 1 แล้วรดด้วยส่วนที่ 2 คลุกเคล้าให้เข้ากัน
2.วัดความชื้นพอเหมาะ ปั้นเป็นก้อนกลม หรือดัดแปรงได้ตามต้องการ
3.นำไปวางไว้ในที่ร่มจนแห้งสนิท แล้วนำไปใช้
วิธีทำ สารสกัดพืชหมัก (EM F.P.E.)
.
สารสกัดพืชหมัก (EM Fermented Plant Extract) มีคุณภาพเป็นปุ๋ย ฮอร์โมน และสร้างภูมิต้านทานโรค เป็นการนำยอดพืชที่แมลงไม่ชอบ โดยเก็บก่อนถูกแสงอาทิตย์ หรือเป็นพืชอื่น ๆ ที่ยังอ่อนอยู่ เช่น หญ้า หน่อไม้ ผลไม้ พืชสมุนไพร หรือพืชที่มีประโยชน์ให้ได้หลากหลายชนิด นำมาหมักใช้ประโยชน์แทน EM5 ได้
ส่วนผสม
1.ยอดพืชหลากหลายชนิด ประมาณครึ่งถังหมัก
2.น้ำสะอาด ประมาณ 10 ลิตร (ท่วมยอดพืชพอดี)
3.EM 1 % ของน้ำ ประมาณ 100 มิลลิลิตร (10 ช้อนแกง หรือ 10 ฝา EM)
4.กากน้ำตาล 3% ของน้ำ ประมาณ 300 มิลลิลิตร (10 ช้อนแกง)
วิธีทำ
1.สับ หรือหั่นยอดพืช ใส่ภาชนะหมักขนาด 10 ลิตร
2.ผสม EM กับกากน้ำตาล และน้ำสะอาดคนให้ละลายเข้ากัน เทลงถังผสมกับยอดพืชคนให้เข้ากันแล้วปิด
* ถ้ามีน้ำทะเลเติม 100 มิลลิลิตร (10 ช้อนแกง) หากไม่มีเติมเกลือแกง 1 ช้อนแกง ทำให้เพิ่มประสิทธิภาพในการหมัก
3.หมักไว้ไม่น้อยกว่า 7 วัน ระยะหมักได้ 2 – 3 วัน เปิดฝา คนให้เข้ากัน ปิดและหมักต่อ กรองแยกน้ำและกากออกจากกัน กากนำไปฝังเป็นปุ๋ย น้ำใส่ภาชนะปิดฝาเก็บไว้ใช้
วิธีทำ EM5 หรือ สุโตจู
.
EM5 หรือสุโตจู เป็นสารป้องกันและกำจัดแมลงศัตรูพืช ฉีดพ่นเป็นประจำพืชจะสมบูรณ์แข็งแรง ไม่มีแมลงศัตรูพืชรบกวน
ส่วนผสม
1.EM 1 ส่วน
2.กากน้ำตาล 1 ส่วน
3.น้ำส้มสายชูกลั่น 5 % 1 ส่วน
4.เหล้า 28 – 40 ดีกรี 1 ส่วน
5.น้ำสะอาด 6 ส่วน
* ถ้าทำ ซุปเปอร์ EM5 จะไม่ใช่น้ำ ให้เพิ่มเหล้าเป็น 2 ส่วน
วิธีทำ
1.กรณีใช้ภาชนะหมักขนาด 1 ลิตร ใส่น้ำสะอาดครึ่งลิตร
2.เติม กากน้ำตาล น้ำส้มสายชู เหล้า และ EM เขย่าให้ละลายเข้ากัน
3.เติมน้ำให้เต็ม ปิดฝาให้แน่น หมักไว้ 15 วัน นำไปใช้ได้
* หลังจากเปิดใช้แล้วปิดฝาให้สนิท
วิธีทำ ฮอร์โมนผลไม้
.
เป็นฮอร์โมนธรรมชาติที่มีคุณภาพสูง สามารถเรียกราก ดอก ผลได้ดี ผลสวย รสชาติดี และมีคุณภาพเป็นปุ๋ยด้วย โดยใช้ผลไม้สีเหลือง ในส่วนผสมนี้เน้นผลไม้ที่หาได้ง่าย ราคาถูก และคุณภาพดี
ส่วนผสม
1.กล้วยน้ำว้า 2 กิโลกรัม
2.มะละกอสุก 2 กิโลกรัม
3.ฟักทองแกจัด 2 กิโลกรัม
4.น้ำสะอาด 10 ลิตร
5.EM 40 มิลลิลิตร (4 ช้อนแกง)
6.กากน้ำตาล 40 มิลลิลิตร (4 ช้อนแกง)
วิธีทำ
1.สับ หรือหั่นผลไม้ทั้งเปลือก และเมล็ดให้มีขนาดเล็ก ใส่ภาชนะหมักขนาด 10 ลิตร
2.ผสม EM กากน้ำตาล และน้ำสะอาดคนให้ละลายเข้ากัน เทลงถังผสมกับผลไม้ที่คนให้เข้ากันแล้วปิด
3.หมักไว้ไม่น้อยกว่า 7 วัน เปิดฝาออกมาจะพบไขมันสีเหลืองลอยหรือติดด้านข้างภาชนะหมัก ใช้ช้อนตักใส่ภาชนะเก็บไว้เป็นฮอร์โมนเรียกรากสำหรับกิ่งตอน กิ่งชำ กรองแยกน้ำและกากออกจากกัน กากนำไปฝังเป็นปุ๋ย น้ำใส่ภาชนะปิดฝาเก็บไว้ใช้.
พืชผัก
.
เตรียมแปลง
•ใส่โบกาฉิตารางเมตรละ 300 – 500 กรัม
•ฉีด พ่น อีเอ็ม ขยาย (1 : 100)
•คลุมดินด้วยฟางหรือหญ้าแห้งและอินทรีย์วัตถุอื่นๆ
* เพื่อหมักดินทำให้ดินอุดมสมบูรณ์
การเพาะเมล็ดและย้ายกล้า
•แช่เมล็ดในอีเอ็มขยาย 1 : 1000
•แช่ต้นกล้าในอีเอ็มขยาย 1 : 1000
* ระยะเวลาแช่เมล็ดขึ้นอยู่กับขนาดของเมล็ด
การดูแล
•ฉีด พ่น อีเอ็ม (1 : 500)ขยายอาทิตย์ละครั้ง
•รดน้ำผสมอีเอ็มขยาย 1 : 500
•ใส่โบกาฉิครั้งละ 1 – 2 กำมือต่อต้นต่อเดือน
หลังเก็บเกี่ยว
•สับต้นพืชที่ไม่ได้เก็บเกี่ยวลงในแปลง
•โรยโบกาฉิ 300 – 500 กรัมต่อตารางเมตร
•รด อีเอ็มขยาย 1 : 500 (เพื่อให้มีความชื้นเหมาะต่อการทำงานของจุลินทรีย์)
•หมักไว้ 1 สัปดาห์ก่อนย้ายกล้าหรือหว่านเมล็ด
พืชไร่
.
การเตรียมแปลง
•ใส่โบกาฉิ 100 – 200 กิโลกรัม ต่อไร่
•รดอีเอ็มขยาย 50 – 100 ลิตรต่อไร่
เตรียมเพาะเมล็ดและย้ายกล้า
•แช่เมล็ดในน้ำอีเอ็มขยาย 1 : 1000 ก่อนปลูก
•แช่ต้นกล้า กิ่งชำในอีเอ็มขยาย 1 : 1000 ก่อนปลูก
การดูแล
•พ่น อีเอ็มขยาย FPE และ EMS เดือนละ 1 – 2 ครั้ง
•ใส่โบกาฉิเพิ่ม 100 กิโลกรัมต่อไร่*
* ถ้าพืชไร่อุดมสมบูรณ์ดีก็ไม่ต้องใส่โบกาฉิเพิ่มอีก
•ฉีด พ่นฮอร์โมนก่อนเก็บเกี่ยว 1 เดือน
หลังเก็บเกี่ยว
•ใส่โบกาฉิและอีเอ็มขยายเพื่อหมักตอซังทำเป็นปุ๋ย
ไม้ผล
.
วิธีใช้
1. การใส่ปุ๋ย (อีเอ็มโบกาฉิ, ปุ๋ยคอก)
•ใส่ปุ๋ยคอกแล้วฉีดพ่นอีเอ็มขยายด้วย 1 : 100
•ใส่โบกาฉิปีละ 3 – 4 ครั้ง เพื่อปรับปุรงดินให้ผลผลิตสูง รสชาติดี
* ใส่ครั้งที่ 1 หลังเก็บเกี่ยว ใส่ครั้งที่ 2 หลังจากครั้งที่ 1 ประมาณ 3 – 4 เดือน ใส่ครั้งที่ 3 ก่อนออกดอก ใส่ครั้งที่ 4 ระยะติดผล
•หลังตัดหญ้าแล้วฉีดพ่น อีเอ็มขยาย หรือใส่โบกาฉิเพื่อทำเป็นปุ๋ยปรับปรุงดิน
2. วีธีการดูแล
•ฉีดพ่น อีเอ็มขยาย FPE และ EM5ผสม 1 : 100 – 500 เท่า
*ฉีดพ่นให้ทั่วลำต้น พื้นดิน และใต้ใบ เดือนละ 2 ครั้ง
•เพื่อปรับปรุงดินและป้องกันโรคแมลงต่างๆ
•ฉีดพ่น อีเอ็มฮอร์โมน ผสม 1 : 500 ฉีดพ่นที่ต้น
(เพื่อเร่งการผลิใบอ่อน การออกดอกและออกผล)
ลองไปปรับประยุกต์ดูนะครับ

ชะอม
ลักษณะทั่วไป
ชะอมเป็นไม้พุ่มขนาดย่อม แต่เคยมีพบชะอมในป่า ลักษณะเป็นต้นไม้ใหญ่ วัดเส้นรอบวงของลำต้นได้ 1.2 เมตร ไม้ชะอมที่ปลูกตามบ้าน จะพบในลักษณะไม้พุ่ม และ เจ้าของมักตัดแต่งกิ่ง เพื่อให้ออกยอดไม่สูงเกินไป จะได้ เก็บยอดได้สะดวก ตามลำต้นและกิ่งก้านมีหนามแหลม ใบเป็นใบประกอบขนาดเล็ก มีก้านใบแยกเป็นใบอยู่ 2 ทาง ลักษณะคล้ายใบกระถินหรือใบส้มป่อย ใบอ่อนมีกลิ่น ฉุนคล้ายกลิ่นลูกสะตอ ใบเรียงแบบสลับใบย่อย ออกตรง ข้ามกัน ใบย่อรูปรี มีประมาณ 13-28 คู่ ขอบใบเรียบ ปลายใบแหลม ดอกออกที่ซอก ใบสีขาวหรือขาวนวล ดอกขนาดเล็กและเห็นชัด เฉพาะเกสรตัวผู้ที่เป็นฝอยๆ ผล เป็นฝัก มีขนาดเล็กกว่าฝักกระถิน
ชะอมไม่ค่อยมีโรคและแมลงมารบกวน หากพบโรคป้อง กันโดยใช้ปูนขาวโรยรอบโคนต้น หรือจุ่มท่อนพันธุ์ในน้ำ ปูนขาวก่อนปลูก ส่วนแมลงมีหนอนกินยอดชะอม ใช้ยาฆ่า แมลงฉีดทุกๆ 8 วัน ควรเก็บยอดชะอม หลังฉีดยาแล้วไม่ น้อยกว่า 7 วัน อายุการเก็บเกี่ยว หลังจากปลูกกิ่งตอนได้ ประ มาณ 10 -15 วัน สามารถตัดยอดขายได้ หากบำรุง รักษาดี สามารถตัดยอดชะอมได้ทุก 2 วัน
ชะอม
วิธีการปลูกชะอมต้นเดียวร้อยยอดกันบ้าง เขาทำกันอย่างไร?
ต้นชะอมเป็นไม้เลื้อยจะแตกยอดตามกิ่ง และเกษตรกรจะเก็บยอดอ่อนไป จำหน่ายหรือบริโภค ฉะนั้นการปลูกชะอมก็ไม่จำเป็นต้องปลูกหลายต้น แต่เรา จะปลูกต้นชะอม 1 ต้น แล้วปล่อยให้ชะอมมันเลื้อยทอดยอดไปเรื่อยๆ โดยเราก็ จะจับลำต้นชะอม ให้ทอดยอดสูงจากพื้นดินประมาณ 50 เซนติเมตร แล้วใช้ เชือกฟางมัดไว้กับหลักที่ปักไว้
การปลูกชะอมปลูกไม่ยากเลย ถ้าใช้กิ่งตอนเกษตรกรจะนิยมยกร่อง แล้วขุด หลุมปลูกบนร่อง ทั้งนี้เพราะป้องกันน้ำท่วมขัง ทำให้รากชะอมเน่าตายได้ โดย ทั่วไปเกษตรก็จะปลูกห่างกันต้นละประมาณ 30-50 เซนติเมตร โดยการปลูก เป็นแถวเป็นแนว หรือปลูกเป็นแปลง ระยะห่างของแถว ประมาณ 1 เมตร แต่ เกษตรกรส่วนใหญ่จะนิยมปลูกแบบแถวคู่ ระยะห่างของแถว 1 เมตร แต่ถ้า ปลูกริมรั้วบางครั้งก็ใช้แถวคู่ ระยะห่างระหว่างแถว และระหว่างต้นประมาณ 30-50 เซนติเมตร
การกระตุ้นการแตกยอดอ่อนของชะอม
เกษตรกรจะใช้ปุ๋ยยูเรีย เพื่อกระตุ้นการแตกยอดใหม่ของชะอม แต่ควรใช้ใน อัตราที่น้อย และต้องใช้ปุ๋ยคอกและปุ๋ยหมักด้วย จะทำให้ดินดีมีความอุดมสม บูรณ์มาก ต้นชะอมจะเจริญเติบโตดี ด้วยการกระตุ้นการแตกยอดอ่อนของชะอม อีกวิธีหนึ่ง ก็คือ ใช้น้ำหมักชีวภาพ ที่หมักจากยอดอ่อนของพืชชนิดต่างๆ ปริมาณการใช้อัตราส่วนน้ำหมัก 1 ลิตร ต่อน้ำ 40 ลิตร รดทุก 7 วัน ชะอมจะ แตกยอดอ่อนได้ดี และช่วยให้ต้นแข็งแรงดีด้วย แต่ก็ควรใส่ปุ๋ยหมักในดินให้กับ ต้นชะอมด้วยจะดีมาก จากการปลูกชะอมโดยวิธีธรรมชาตินี้ เกษตรกรทำกันมา นานแล้วเป็นอย่างนี้สืบต่อเรื่อยมา

วิธีการขยายพันธุ์ชะอม
การขยายพันธุ์ต้นชะอม ชะอมจะใช้วิธีการขยายพันธุ์ได้ โดยการตอนกิ่ง และการปักชำกิ่งหรือการโน้มกิ่งชะอมฝังดินทำ แตกรากใหม่ เกิดเป็นต้นใหม่เพิ่มขึ้น โดยเกษตรกรสามารถทำการขยายพันธุ์เองได้ หรือหาซื้อกิ่งพันธุ์ได้ตามร้านขายกิ่งพันธุ์ ไม้ทั่วไป
วิธีการใส่ตามชนิดของปุ๋ย
ถ้าเป็นปุ๋ยเหลวที่ต้องเก็บในสภาพที่มีความดัน การใส่ปุ๋ยประเภทนี้จำเป็นต้องมี เครื่องมือในการใส่เฉพาะเจาะจง เช่น แอมโมเนียเหลว ต้องใส่ลงไปใต้ผิวดินไม่ต่ำกว่า 10-15 เซนติเมตร ขณะที่ใส่ดินควรมีความชื้นพอเหมาะ ถ้าหากเป็นดินเนื้อ หยาบความลึกของการใส่ก็ต้องเพิ่มขึ้น ทั้งนี้เพื่อลดการระเหยสูญเสียไปของปุ๋ย หรืออีกวิธีหนึ่งทำได้โดยการอัดปุ๋ยนี้ลงไปใน ระบบน้ำชลประทาน แล้วจึงปล่อยน้ำผสมปุ๋ยนั้นลงสู่แปลงพืชต่อไป วิธีนี้มีชื่อเรียกเฉพาะว่า fertigation ถ้าเป็นปุ๋ยเหลวที่ ไม่ต้องเก็บในสภาพความดัน อาจจะใส่ให้กับพืช โดยการนำมาละลายน้ำให้มีความเจือจางถึงระดับหนึ่ง ที่จะไม่ก่อให้เกิดผล เสียหายกับใบหรือส่วนต่างๆ ของพืชที่ถูกฉีดพ่น การให้ปุ๋ยโดยวิธีนี้เรียกว่า foliar application ในทางปฏิบัติควรกระทำใน ช่วงเวลาที่เหมาะสม ไม่ควรฉีดพ่นในขณะที่อากาศร้อนจัด เพราะอากาศร้อนจะทำให้น้ำในปุ๋ยระเหยออกไปโดยเร็ว เหลือแต่ เกลือปุ๋ยตกค้างอยู่บนใบพืชปุ๋ยนั้นจะเข้าสู่ระบบของท่อน้ำท่ออาหารในพืชได้ รวมทั้งอาจก่อให้เกิดอาการไหม้เป็นจุด เนื่อง จากเกลือปุ๋ยที่ตกค้างนั้นดูดเอาน้ำจากเซลพืชมาละลายตัวเอง การใส่ปุ๋ยโดยวิธีนี้ควรกระทำเมื่อต้องการให้เกิดผลอย่างรวด เร็ว ในกรณีที่ขาดเฉพาะจุดหรือ รากพืชไม่แข็งแรงเท่านั้น ถ้าเป็นปุ๋ยเม็ดที่ละลายน้ำได้ง่าย ซึ่งเป็นปุ๋ยที่นิยมใช้กันอยู่ทั่วไป การใส่อาจกระทำได้ทั้งในลักษณะการใช้เป็นปุ๋ยรองพื้นหรือรองก้นหลุม หรือใส่เพื่อเป็นปุ๋ยแต่งหน้า
การเก็บยอดชะอม

เมื่อปลูกชะอมได้ประมาณสัก 3 เดือน รดน้ำวันเว้นวัน ต้นชะอมชอบชื้น แต่ ไม่ชอบแฉะ เพราะจะทำให้รากเน่าตายได้ ชะอมก็จะเริ่มแตกยอดอ่อนมาให้เก็บ ไปขายหรือใช้บริโภคได้แล้ว และเมื่อเก็บยอดชะอมไปขาย ชะอมก็จะแตกยอด ใหม่มาเรื่อยๆ เราควรมีการดูแลรักษาต้นชะอม โดยการใส่ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมัก หลังจากปลูกชะอมได้ 2-3 เดือนจะทำให้ต้นชะอมแข็งแรง และเจริญเติบโตได้ ดี
ประโยชน์ของชะอม
คือ ยาขับลมชั้นดีระดับหนึ่ง แต่ในด้านลบ ผมคุ้นๆ ว่าชะอมจะมีกรดยูลิคอยู่สูง ซึ่งจะมีผลเสียต่อไขข้อกระดูก จนอาจส่งผลเป็นโรคเก๊าได้ในวัยสูงอายุ สำหรับ ดอกแค คุ้นๆ ว่าจะมีประโยชน์กับเม็ดเลือด แต่ที่แน่ๆ คือ กากใยอาหารครับ ดูแลรักษากระเพาะได้เป็นอย่างดี ข้อเสียยังไม่ เคยได้ยินครับ
ประโยชน์ทางยา
ด้านสมุนไพร มีการกล่าวถึงไว้ในตำราสรรพคุณสมุนไพรไทยว่า ราก ฝนกินแก้ท้องขึ้น ขับลมในลำไส้ แก้ปวดเสียวในท้อง ในตำราปลูกต้นไม้ในบ้านของไทย ไม่ได้กล่าวถึงชะอมเอาไว้ แสดงว่า ไม่ห้ามปลูกชะอมในบริเวณบ้าน ชะอม จึงเป็นผักพื้น บ้านที่น่าปลูกอีกชนิดหนึ่ง เนื่องจากสามารถเก็บยอดได้ตลอดปี โดยไม่ต้องกังวลเรื่องโรคแมลงแต่อย่างใด ชะอมอาจปลูก ได้จากเมล็ด เช่นเดียวกับกระถิน หรือปลูกจากกิ่งตอน หรือตัดกิ่งแก่ปักชำลงในดินก็ได้
รสและประโยชน์ต่อสุขภาพ
ยอดชะอมใบอ่อนมีรสจืดกลิ่นฉุน (กลิ่นหอมสุขุม) ช่วยลดความร้อนของร่างกายยอดชะอม 100 กรัม ให้พลังงานกับสุข ภาพ 57 กิโลแคลอรี่ ประกอบด้วยเส้นใย 5.7 กรัม แคลแซียม 58 มิลลิกรัม ฟอสฟอรัส 80 มิลลิกรัม เหล็ก 4.1 มิลลิกรัม วิตามินเอ 1 มิลลิกรัม วิตามินบีหนึ่ง 0.05 มิลลิกรัม วิตามินบีสอง 0.25 มิลลิกรัม ในอาซิน 1.5มิลลิกรัม วิตามินซี 58 มิลลิ กรัม
และเอาวีดีโอมาฝากครับ เรื่องของหมู่บ้านชะอมครับ 
จากที่เคยไปดูการปลูกชะอมที่สวนแม่ของน้องที่ทำงานเก่า ที่ชุมแสง นครสวรรค์เค้าปลูกชะอมไว้สามงาน สามารถทำรายได้จากเฉพาะชะอมอย่างเดียว(ไม่รวมอย่างอื่นที่มีอยู่หลายรายการ)เดือนละเฉลี่ย 10,000-12,000 บาท
เทคนิคอย่างนึงที่ทำให้เก็บชะอมขายได้ทุกวันคือ อย่าปล่อยใช้ต้นชะอมสูงให้สูงกว่าเข่าไปหน่อยเดียว
เพราะถ้าต้นชะอมเตี้ยจะทำให้ส่งอาหารมาเลี้ยงต้นและสร้างยอดไ้ด้เร็วครับ
ปุ๋ยจุลินทรีย์นาโน ปฏิวัติเขียววงการเกษตร ฝีมือ ธนดล แจ่มใส
“นาโน” คำนี้ได้นำมาใช้ในหลายวงการ ทั้งด้านอุตสาหกรรม เกษตรกรรม ฯลฯ เรียกได้ว่าเทคโนโลยีได้รับการพัฒนาให้สูงมากขึ้นระดับหนึ่ง และมีความสำคัญต่อการดำรงชีวิตเป็นอย่างยิ่ง มีหน่วยงานที่จัดตั้งขึ้นมาเพื่อการศึกษา รวบรวม ทดสอบ ในเรื่องของนาโนเทคโนโลยีโดยเฉพาะในด้านการเกษตร มีบุคคลหนึ่งที่ได้นำนาโนเทคโนโลยีมาใช้ในรูปแบบของปุ๋ยจุลินทรีย์ชีวภาพ เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นใหม่ในวงการเกษตรและอุตสาหกรรม เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรให้ประสบผลสำเร็จด้านการประกอบอาชีพการเกษตร ได้รับผลผลิตปริมาณมาก ลดต้นทุนการผลิตหลายเท่าตัว ลดการใช้ปุ๋ยเคมีและสารเคมีกำจัดศัตรูพืช ปรับสภาพดินให้เหมาะสมต่อการปลูกพืช
คุณธนดล แจ่มใส ศิษย์เก่าเกษตรแม่โจ้รุ่น 47 ผู้ที่เคยบุกเบิกงานเครื่องจักรกลการเกษตรเมื่อประมาณ 5 ปีที่แล้ว ต้องเลิกกิจการไปด้วยเหตุผลบางประการ แต่ด้วยจิตวิญญาณและคำขวัญประจำใจของลูกแม่โจ้ทุกคนที่ว่า “งานหนักไม่เคยฆ่าคน” จึงลุกขึ้นมาต่อสู้ด้วยงานใหม่ ทีมงานชุดใหม่ ด้วยการใช้ปุ๋ยจุลินทรีย์ชีวภาพนาโน ใช้ได้ทั้งด้านการเกษตร อุตสาหกรรมและสิ่งแวดล้อม
อะโกรนาโน ปุ๋ยจุลินทรีย์ชีวภาพสูตรเข้มข้น เป็นการรวบรวมจุลินทรีย์สายพันธุ์ดีมากกว่า 250 สายพันธุ์ ด้วยการเก็บตัวอย่างจุลินทรีย์จากสภาพดินที่สมบูรณ์ทุกสภาพในหลายประเทศ นำมาบ่มเพาะและขยายพันธุ์โดยใช้เทคโนโลยีชั้นสูงที่เรียกว่า นาโนเทคโนโลยี จนกระทั่งมีคุณสมบัติที่เหมาะสมต่อการแก้ไขปัญหาต่างๆ เป็นที่ยอมรับของเกษตรกร ฟื้นฟูสภาพดินที่เป็นกรด เป็นด่าง ดินเปรี้ยว ดินเค็ม ให้มีความเป็นกลางและร่วนซุย เหมาะสมต่อการเจริญเติบโตของพืช ช่วยสร้างภูมิคุ้มกันป้องกันโรคให้ต้นพืช เกษตรกรไม่จำเป็นต้องใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืช ช่วยย่อยสลายสารเคมี สารพิษ และเศษวัสดุที่ตกค้างในดินให้กลายเป็นปุ๋ยอินทรีย์
ปุ๋ยจุลินทรีย์ชีวภาพ แบ่งออกเป็น 4 กลุ่ม คือ สามารถนำไปใช้กับกลุ่มพืช กลุ่มสัตว์ กลุ่มที่ใช้กำจัดสิ่งปฏิกูล และกลุ่มที่ใช้กำจัดยุงลาย ในส่วนของกลุ่มที่ใช้กับพืช แบ่งออกเป็นสูตรตามชนิดของพืช ได้แก่ สูตรสำหรับฟื้นฟูสภาพดิน ช่วยสลายสารเคมีตกค้างในดิน ช่วยสลายฟางข้าว สลายตอซัง กำจัดข้าวดีดซึ่งเป็นข้าวที่ปะปนมากับข้าวพันธุ์ดี ทำให้คุณภาพข้าวลดลง ขายได้ราคาต่ำ สูตรข้าวทั่วไปหลายสายพันธุ์ ข้าวหอมมะลิ ไม้ดอกไม้ประดับ ไม้ผล ปาล์มน้ำมัน ยางพารา มันสำปะหลังและอ้อย พืชผักทั่วไป ปลูกผักไร้ดิน กาแฟ ลิ้นจี่ ลำไย ข้าวโพด การเพาะเห็ด และสูตรสำหรับใช้กับหญ้าในสนามกอล์ฟ
สูตรสำหรับใช้กับสัตว์ ใช้ได้กับสัตว์ทุกชนิดทั้งสัตว์น้ำและสัตว์บก กลุ่มใช้กำจัดยุงลาย ใช้สำหรับตัดวงจรการเกิดยุงลายได้ 90 วัน กลุ่มสำหรับใช้กำจัดสิ่งปฏิกูล มีอยู่ 3 สูตร คือ สูตรใช้บำบัดน้ำเสียทุกชนิด สูตรใช้สำหรับย่อยสลายขยะ และสูตรย่อยสลายไขมันทุกสภาพ
ปุ๋ยนาโนจุลินทรีย์ชีวภาพ ผลิตเป็น 2 ส่วน คือ หัวเชื้อจุลินทรีย์นาโนและอาหารเลี้ยง จะต้องใช้ร่วมกันทั้งสองส่วน ในอัตรา 1:1 ผสมกับน้ำ 20 ลิตร หรือส่วนผสมทั้งสอง 1 ลิตร ผสมกับน้ำ 1,000 ลิตร ทิ้งไว้ให้เชื้อจุลินทรีย์กินอาหารและขยายพันธุ์ประมาณ 6-12 ชั่วโมง หรือทิ้งไว้ 1 คืน สำหรับการใช้ในนาข้าว จะต้องฉีดพ่นลงในแปลงนาที่มีน้ำเท่านั้น ส่วนไม้ผลและพืชไร่ ฉีดลงดินรอบโคนต้นที่มีความชื้น หลังรดน้ำหรือหลังฝนตก สำหรับพืชผัก ใช้ส่วนผสม 10 ซีซี ต่อน้ำ 20 ลิตร ฉีดพ่นทุก 7-10 วัน ช่วงที่ดินมีความชื้นหลังรดน้ำ
ที่หมู่ที่ 6 ตำบลบ้านกร่าง อำเภอศรีประจันต์ จังหวัดสุพรรณบุรี ผู้เขียนได้ไปพบกับเกษตรกรหลายราย เพื่อขอทราบผลการทดลองใช้ปุ๋ยจุลินทรีย์ชีวภาพ ได้แก่ คุณกฐิน แววดี บ้านเลขที่ 22 คุณพิกุล ชาวบ้านกร่าง บ้านเลขที่ 23 ได้ทดลองใช้ปุ๋ยจุลินทรีย์ชีวภาพกับต้นมะม่วงที่ปล่อยทิ้งร้าง ขาดการบำรุงดูแลไว้หลายปี ได้แก่ พันธุ์เขียวเสวย มันเดือนเก้า และพันธุ์โชคอนันต์ จำนวน 30 ต้น เล่าให้ฟังว่า เป็นสิ่งที่แปลกใหม่ ได้รับผลดีมาก ผลมะม่วงใหญ่ พวงใหญ่ต้องใช้ไม้ค้ำกิ่ง ไม่มีมะม่วงกะเทย และให้ผลนอกฤดู อีกทั้งไม่ต้องใช้ปุ๋ยเคมีและสารเคมีฉีดพ่นป้องกันกำจัดศัตรูพืช คุณอุบล ชาวบ้านกร่าง บ้านเลขที่ 145 ทดลองใช้กับนาร้างพบว่า ดินที่ว่างเว้นจากการทำนามีสภาพดินดี ร่วนซุย รากข้าวยาวกว่าปกติ เมล็ดข้าวเต็มรวง ไม่มีศัตรูพืชรบกวน คุณมัลลิกา สว่างยิ่ง บ้านเลขที่ 57/2 ทดลองใช้ปุ๋ยอินทรีย์ราดโคนต้นมะม่วงพันธุ์น้ำดอกไม้ ทำให้มะม่วงออกดอกนอกฤดู จากนั้นจึงทดลองฉีดพ่นที่ทรงพุ่มหลังจากออกดอกแล้ว ทำให้ติดผลทั้งต้น ผลไม่ร่วงหล่น
อีกแห่งหนึ่งที่ผู้เขียนไปพบและทราบข้อมูลคือ หมู่ที่ 2 อำเภอสามชุก คุณเทพ นาคคำพันธุ์ เล่าว่า ทดลองใช้ในนาข้าวได้ผลดี ในแปลงนาไม่มีข้าวดีดเจือปน เป็นการประหยัดค่าแรงงานจ้างคนกำจัดข้าวดีดวันละ 200 บาท ปีก่อนทำนาใช้ต้นทุนค่าปุ๋ยและยาเคมีรวมทั้งสิ้นประมาณ 3,800 บาท ปีนี้ใช้ปุ๋ยจุลินทรีย์ชีวภาพ ใช้ต้นทุนเพียง 700 บาท เท่านั้น เกษตรกรละแวกใกล้เคียงมาศึกษาดูงานแล้วนำไปเป็นแบบอย่างหลายราย
อะโกรนาโน ปุ๋ยจุลินทรีย์ชีวภาพ ได้รับการจดทะเบียนสิทธิบัตรและได้รับการรับรองจากหน่วยงานราชการและสถาบันการศึกษาที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ สถาบันบริการผลิตภัณฑ์และตรวจสอบเทคโนโลยีชีวภาพ มหาวิทยาลัยแม่โจ้ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ สถาบันอาหารแห่งชาติ กรมวิชาการเกษตร สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์แห่งชาติ ติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ วิทยากรทีมงาน คือ คุณดนัย ปัญตยัง โทร. (081) 896-2878 คุณพิสิษฐ์ จินดามัง (081) 922-5465